ชไวน์สไตเกอร์ ปิดฉากค้าแข้งกับชิคาโก้ไฟร์ในเมเจอร์ลีกด้วยวัย35กะรัต

ชไวน์สไตเกอร์

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์อดีตจอมทัพทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี2014ได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากใช้ช่วงบั้นปลายการค้าแข้งกับทีมชิคาโก้ ไฟร์ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์หรือลีกฟุตบอลของประเทศสหรัฐ อเมริกา โดยหลังจากลงเล่นให้ชิคาโก้ ไฟร์ไป92นัดและทำได้8ประตู แต่ก็ไม่สามารถพาทีมต้นสังกัดทะลุเข้าไปเล่นเพลย์ออฟ(ซีซั่น2019)ได้ก็ทำให้ดาวเตะวัย35ปีตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลในที่สุด

แม้บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์จะมีชื่อลงเล่นในเกมที่ชิคาโก้ ไฟร์บุกไปเอาชนะออร์ลันโด้ ซิตี้ไป5-2ในเกมล่าสุด(7ตุลาคมที่ผ่านมา)แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดเข้าไปเล่นเพลย์ออฟเพื่อลุ้นแชมป์ได้(ชิคาโก้ ไฟร์ได้อันดับ8ในขณะที่ทีมจะได้ไปเล่นเพลย์ออฟต้องติดอันดับ1-7)ซึ่งให้หลังจากเกมการแข่งขันเจ้าตัวก็ได้ทวิตต์อำลาแฟนๆอย่างเป็นทางการ “ นี่คงถึงเวลาแล้วที่ผมต้องกล่าวคำอำลา ผมคงเดินมาถึงจุดนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากบาเยิร์น มิวนิค,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,ชิคาโก้ ไพร์ และทีมชาติเยอรมัน ผมมีช่วงเวลาที่งดงามมากมาย ต้องขอขอบคุณทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พวกคุณมีส่วนช่วยเติมเต็มวันเวลาดีๆเหล่านี้ให้กับผม ”

ชไวน์สไตเกอร์ ใช้โอกาสรีไทน์จั่วหัวอาจรับงานโค้ชในอนาคต

ทั้งที่บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์สร้างชื่อขึ้นมาด้วยการเล่นเป็นจอมทัพในแดนกลางก่อนจะโดนโยกมายืนเป็นกองหลังในช่วงบั้นปลายค้าแข้ง ทว่าดูเหมือนเจ้าตัวก็ยังสนใจรับบทบาทใหม่อีกครั้งภายในหลังจากแขวนเกือกไปแล้ว “ การแข่งขันฟุตบอลยังคงอยู่ในลมหายใจของผม วันนี้ผมถือโอกาสอำลาบทบาทการเล่นฟุตบอลอาชีพ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณภรรยาและครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้ผมมาโดยตลอด ผมคงหยุดจากเกมในสนามเพื่อให้เวลากับพวกเค้าซักพัก ก่อนที่จะมองหาความท้าทายในบทบาทอื่นๆ(งานโค้ชและผู้จัดการทีม)ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ”

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์เป็นผลผลิตโดยตรงจากอะคาเดมี่ของบาเยิร์น มิวนิค และประสบความสำเร็จกับเสือใต้มาอย่างโชกโชนไล่เรียงตั้งแต่แชมป์บุนเดสลีก้า8สมัย,แชมป์เดเอฟเบ โพคาล7สมัย,แชมป์เยอรมันซุปเปอร์คัพ1สมัย และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีก1สมัย และไฮไลต์สำคัญคือการเป็นแข้งหลักของทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์เวิลด์คัพ2014 ซึ่งสามารถไล่ยำบราซิลเจ้าภาพได้ถึง7-1 ก่อนที่จะย้ายมาผจญภัยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงปี2015 และย้ายต่อไปหากินที่เมืองลุงแซมกับชิคาโก้ ไฟร์ในปี2017 และประกาศแขวนสตั๊ดในที่สุด

 

 

อาร์เซนอล หวังกินเด็กเพิ่มเล็งโอเดการ์ดมิดฟิลด์ฟอร์มหรูชาวนอร์เวย์

อาร์เซนอล

ด้วยฝีเท้าของมาร์ติน โอเดการ์ดกองกลางดาวรุ่งของรีล โซเซียดัดที่กำลังทำไปแล้วสองประตูกับอีกสองแอสซิสต์ในลีกกระทิง ส่งผลให้ชื่อเสียงของจอมทัพชาวนอร์เวย์กลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง ทำให้กุนซือที่ชื่นชอบการทำงานกับนักเตะอายุน้อยๆอย่างอูไน เอเมรี่ รู้สึกหลงไหลรัศมีของโอเดการ์ดเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่ข่าวลือที่ว่าอาร์เซนอลอาจยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อที่จะดึงตัวดาวเตะวัย20ปีมาร่วมทีม

มาร์ติน โอเดการ์ดสร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยจนได้ย้ายมาเป็นสมาชิกของรีล มาดริดตั้งแต่อายุได้เพียง15ปี ทว่าจวนแล้วจวนรอดเจ้าหนูรายนี้ก็ไม่อาจก้าวขึ้นทรอดแทรกทีมชุดใญ่ของราชันย์ได้ และต้องอพยพไปพิสูจน์ฝีเท้ากับรีล โซเซียดัดในปีนี้ ซึ่งทำให้อูไน เอเมรี่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทรนเนอร์ที่ชอบร่วมงานกับนักเตะดาวรุ่งอยู่เป็นทุนกำลังหาทางที่จะดึงตัวโอเดการ์ดมาช่วยงาน ซึ่งข่าวนี้ก็ยังทำให้อนาคตของเมซุต โอซิล พลเมกเกอร์เบอร์แรงของอาร์เซนอลมาถึงทางตัน และอาจต้องย้ายออกไปหาโอกาสลงเล่นกับสโมสรอื่นแทน หลังจากซีซั่นนี้อูไน เอเมรี่แทบจะไม่ได้ใช้งานโอซิลเลย แม้นักเตะจะสมบูรณ์ดี และไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลยก็ตาม

บาซ่ารับไม้ผลัดยืมโอเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเหนื่อย อาร์เซนอล

ทันทีที่มีข่าวลือว่าอาร์เซนอลกำลังอยากได้ตัวมาร์ติน โอเดการ์ดซึ่งดูเหมือนจะทับไลน์กับเมซุต โอซิลโดยตรง ก็ทำให้บาเซโลน่าคิดโปรเจกต์ที่จะยืมตัวจอมทัพชาวเยอรมันไปช่วยงานแทน เพราะประเมินดูแล้วอูไน เอเมรี่ก็คงยินดีหากสามารถปล่อยตัวโอซิลออกจากทีมได้จริง เนื่องจองปัจจุบันเจ้าตัวรั้งเป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมด้วยค่าจ้างระดับ350,000ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนยินยอมที่จะช่วยแบ่งจ่ายค่าเหนื่อยของโอซิลบางส่วน(อาร์เซนอลยังต้องจ่ายอยู่แต่อาจจะได้จ่ายน้อยลง)

อย่างไรก็ตามโอกาสที่โอซิลจะได้ย้ายไปเป็นสมาชิกของบาซ่าก็คงไม่ง่ายนัก เพราะสมัยค้าแข้งอยู่กับรีล มาดริดเจ้าตัวมักจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการกระทบกระทั่งกับผู้เล่นอัลซูนกราน่ามาโดยตลอด จนทำให้มีกระแสร่ำลือหนักมากว่าลีโอแนล เมสซี่เป็นคนแรกที่ไม่ขอร่วมงานกับกองกลางชาวเยอรมันอย่างเด็ดขาด และท่าทีของบอร์ดบริหารบาซ่าก็ดูเหมือนจะไม่คิดอยากผิดใจกับเมสซี่เสียด้วย

แชมเบอร์ ยันฉันอยู่ตรงนี้!ขอเสนอตัวแก้ขัดแบ๊คขวาอาร์เซนอล

แชมเบอร์

พื้นที่เกมรับฝั่งขวาของอาร์เซนอลนั้นแต่เดิมจัดเป็นพื้นที่พิเศษชนิดที่รับประกันว่าถ้าใครได้จองพื้นที่บริเวณนี้แล้วละก็รับรองติดทีมชาติทุกราย ไล่เรียงมาตั้งแต่ บัคคารี่ ซานญ่า,คาร์ล เจนกินสัน,คาลั่ม แชมเบอร์ และเอคตอร์ เบเยริน กระทั่งซีซั่นที่มันตกอยู่ภายใต้การดูแลของเอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ ให้หลังจากการลงเล่นแบ๊คขวาให้อาร์เซนอลไปถึง30เกมในซีซั่นที่แล้ว ส่งผลให้เมตแลนด์-ไนล์กลายเป็นนักเตะเพียงรายเดียวในรอบหลายปีที่ไม่ได้รับการพิจารณาติดธงทีมชาติหลังจากได้รับการลงเล่นถี่ยิบขนาดนี้ มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าเจ้าตัวไม่มีคุณสมบัติที่จะคุมพื้นที่ส่วนนี้ของทีมปืนใหญ่ได้เลย

นอกจากความเร็วอันจัดจ้านแล้วเมตแลนด์-ไนล์แทบไม่มีจุดเด่นอื่นให้เห็น ซ้ำยังคุมพื้นที่หละลวมและเข้าสกัดช้า จนนำพาให้โดนใบเหลืองแดงไล่ออกในแม็ตซ์ล่าสุดที่อาร์เซนอลดวลกับแอสตัน วิลล่าอีกต่างหาก แต่วิกฤตการต้องแข่งต่อโดยเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่านี้เองที่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะขีดเขียนเส้นทางไว้ให้กับคาลั่ม แชมเบอร์อดีตดาวรุ่งที่ดูแทบจะหมดอนาคตไปแล้วเมื่อเจ้าตัวถูกเปลี่ยนตัวลงมาแถมยังทำประตูตีเสมอให้ทีมได้อีกต่างหาก “ การลงเล่นในช่วงนี้เป็นอะไรที่วิเศษผมพอใจกับผลงานตัวเอง แม้ผมจะคิดว่าผมน่าจะเล่นได้ดีกว่านี้ ซึ่งความมั่นใจมันจะพอกพูนขึ้นหากคุณได้ลงเล่นต่อเนื่อง แล้วผมคาดหวังเช่นนั้นกับอาร์เซนอล ” แนวรับวัย24ปีกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แชมเบอร์ อัดอั้นหลังซ้อมหนักมาตั้งแต่ปรีซีซั่นก่อนได้รับโอกาส

คาลั่ม แชมเบอร์จัดเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์เนื่องจากเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหลังตัวกลาง,แบ็คขวา และมิดฟิลด์ตัวรับ และดูเหมือนว่าช่วงที่เมตแลนด์-ไนล์ติดโทษแบนอยู่ก็จะเป็นโอกาสให้เจ้าตัวได้ลงเล่นแทนในตำแหน่งฟูลแบ็คฝั่งขวา “ ผมเตรียมตัวอย่างดีตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น เรามีผู้เล่นชั้นดีมากมาย ฉะนั้นผมต้องแสดงให้โค้ชเห็นว่าผมพร้อม และกระทั่งวันนี้ที่ผมได้รับโอกาส ผมต้องคว้ามันไว้ให้ได้ ผมจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าผมทำอะไรได้บ้างเป้าหมายคือการเป็นตัวจริงกับอาร์เซนอล ”

“ การได้มีส่วนร่วมกับการทำประตู(ทำได้สองแอตซิสต์ในคาราบาวคัพ) และประตูที่ทำได้ในเกมกับวิลล่าช่วยได้มาก ตอนนี้ผมเริ่มเข้าที่เข้าทาง ซึ่งหากได้ลงเล่นบ่อยขึ้นอะไรๆคงดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งมันคงเหมือนเดิมคือผมต้องเต็มร้อยในการซ้อมเหมือนที่แล้วๆมา ” แชมเบอร์ทิ้งท้าย

เชลซี ฟังทางนี้วิลเลี่ยนกระสันอยากมีชื่อบนสกอร์บอดอีกซักครั้ง

เชลซี

หลังจากกลับมามีส่วนร่วมเต็มเกมจนช่วยให้เชลซีบุกไปชนะวูล์ฟแฮมตัน5-2 วิลเลี่ยนปีกชาวบราซิลก็ดูเหมือนจะกลับมามีความสุขกับชีวิตในลอนดอนอีกครั้ง และหมายใจที่จะช่วยทีมได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวรุกทัพเซเลเซายังทำประตูให้กับเชลซีไม่ได้เลยนับตั้งยิงประตูในเกมกับนิวคาสเซิลเมื่อเดือนมกราคม จึงทำให้วิลเลี่ยนเชื่อมั่นว่าหากกลับมาทำประตูได้ในเร็ววันก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในยามลงสนามได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

วิลเลี่ยนเพิ่งได้รับความไว้วางใจจากแฟรงค์  แลมพาดให้กลับมาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในแม็ตซ์ล่าสุด ซึ่งเจ้าตัวก็รู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาส “ ผมมีอาการบาดเจ็บช่วงปรีซีซั่น มันทำให้ผมมีส่วนร่วมช้ากว่าเพื่อนคนอื่นๆ แต่วันนี้ผมพอใจกับฟอร์มของตัวเอง แต่มันจะดีกว่านี้ได้ ถ้าผมมีชื่อทำประตูให้ทีมได้ในเร็ววันนี้ มันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทีม และตัวผมเอง ” เจ้าของเสื้อหมายเลข10ของเชลซีกล่าวอย่างกระตือลือล้น

วิลเลี่ยนกลับลำขอฝากอนาคตไว้กับ เชลซี ไปตราบนานเท่านาน

สัญญาฉบับเดิมของวิลเลี่ยนจะหมดลงในเดือนมิ.ย.2020 ซึ่งมีข่าวลือมาตลอดว่าวิลเลี่ยนอาจตัดสินย้ายไปโกยทรัพย์ยังลีกจีน หรือไม่ก็ยูเวนตุส ทว่าทันทีที่ได้รับความเมตตาจากกุนซืออย่างแฟรงค์ แลมพาด สตาร์บราซิลก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนท่าที “ ถ้าเชลซียื่นสัญญาฉบับใหม่ให้ผมต้องเซ็นแน่นอน ผมเห็นอนาคตตัวเองในยูนิฟอร์มเชลซีเท่านั้น แฟนบอลของเรายอดเยี่ยม และครอบครัวผมก็ชอบลอนดอน ทุกอย่างที่นี่ลงตัวสำหรับผมแล้ว ”

“ ผมยังปรารถนาที่จะได้ชูถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกกับเชลซีอยู่เสมอ นี่เป็นโทรฟี่ที่ผมยังไม่เคยสัมผัสมัน และเชลซีก็มีศักยภาพพอที่จะพิชิตมันได้ ผมหวังว่าจะมีส่วนร่วมกับทีมมากขึ้นและคว้าแชมป์ให้ทีมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ” ดาวเตะวัย31กะรัตกล่าวทิ้งท้าย

วิลเลี่ยนย้ายเป็นกำลังหลักของเชลซีตั้งแต่ปี2013 และคว้าแชมป์กับทีมมาอย่างโชกโชน ไล่เรียงไปตั้งแต่แชมป์พรีเมียร์ลีก2สมัยม,แชมป์เอฟเอคัพ,อีเอฟแอลคัพ และยูโรป้าลีกอีกอย่างละสมัย ซึ่งซีซั่นนี้เชลซีจะได้กลับมาลงเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอีกครั้งโดยพวกเค้าอยู่ในกลุ่มเอช โดยต้องต่อกรกับอาร์แจ็ก อัมเตอร์ดัม,ลีลล์ และบาเลนเซีย โดยทัวว์นาเมนต์นี้เป็นรายการที่วิลเลี่ยมตั้งเป้าจะคว้าแชมป์ให้จงได้ เนื่องจากเป็นถ้วยใบเดียวที่เค้ายังเคยได้ครอบครองมาก่อนนั่นเอง

แรชฟอร์ด เอาไงดีตัวริมเส้นหรือกองหน้าตัวเป้า?คอลลีมอร์สงสัย

แรชฟอร์ด

มาร์คัช แรชฟอร์ดดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดีที่ปีได้ลงเล่นต่อเนื่องทั้งในเกมระดับสโมสร และทีมชาติ ทว่ากองหน้ารุ่นเก๋าอย่างสแตน คอลลีมอร์กลับออกมาแสดงความกังวลแทนแรชฟอร์ด หลังจากเจ้าตัวต้องปรับบทบาทไปยืนเป็นตัวรุกริมเส้นกับทีมชาติอังกฤษ แต่ทว่าเมื่อกลับไปเล่นให้แมนยูเจ้าตัวจะได้ลงยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งการสลับบทบาทไปมาเช่นนี้อาจะทำให้แรชฟอร์ดไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดของการค้าแข้งได้

ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีกับวงการลูกหนังของประเทศอังกฤษมานานปีทำให้สแตน คอลลีมอร์อดีตขวัญใจชาวเดอะค็อปเชื่อว่ามาร์คัช แรชฟอร์ดกำลังอยู่ในวัยที่ต้องตัดสินใจเลือกแล้วว่าอยากจะประสบความสำเร็จจากการลงในตำแหน่งไหนของสนาม “ ผมเป็นห่วงแรชฟอร์ดเหลือเกิน ใช่เค้ายังหนุ่มแน่น เค้าเล่นได้หลากหลาย แต่มันอาจจะทำให้เค้าไปไม่สุดซักทาง คุณดูธีโอ วัตคอตต์เป็นแบบอย่างซิ เวนเกอร์อยากให้เค้าเล่าริมเส้น แต่เจ้าตัวชอบเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง ปัจจุบันเค้าก็ยังหาตำแหน่งที่ใช่ให้ตัวเองไม่ได้เลย ”

คอลลีมอร์แนะ แรชฟอร์ด ชัดเจนพื้นที่รับผิดชอบและเรียนรู้อย่างจริงจัง

   โอเล่ กุนน่า โซลชากุนซือปีศาจแดงนั้นเชื่อมั่นว่าแรชฟอร์ดจะพัฒนากลายเป็นสุดยอดดาวยิงได้ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ในขณะที่ยามเข้าแคมป์ทีมชาติ เจ้าตัวต้องถ่างออกไปยืนเป็นปีกด้านข้างเนื่องจากสัมปทานกองหน้าของทีมชาติอังกฤษได้ถูกแฮรี่ เคนจองไว้แล้ว ซึ่งทั้งสองตำแหน่งใช้ทักษะ และทัศนคติที่ต่างกันจนอาจทำให้กองหน้าวัย21ปีเอาดีไม่ได้จากทั้งสองตำแหน่งเลยก็เป็นได้ “ แรชฟอร์ดควรต้องเลือกตำแหน่งที่ใช่เสียที เพราะมันใช้ทัศนคติคนละเรื่องเลยระหว่างศูนย์หน้ากับตัวริมเส้น มันฟังดูดีนะเวลามีคนเรียกคุณว่าผู้เล่นสารพัดประโยชน์ แต่คุณลองไปดูสถิติได้เลยว่านักเตะที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งเค้าก็จะต้องมีพื้นที่ตายตัวยืนพื้นด้วยกันทั้งนั้น มันไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าเล่นตรงไหนก็ได้สับเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนกว่าจะแขวนสตั๊ด ”

“ หลักๆแล้วผมว่ามันควรเริ่มที่ระดับสโมสรเพราะเค้าจะมีเวลาพัฒนาที่มากกว่า เค้าควรเปิดอกคุยกับโซลชาเลย โอเคผมขอเลือกไปให้สุดกับตำแหน่งนี้ จากนั้นก็โฟกัสในการรับผิดชอบตำแหน่งนั้นๆให้ได้ประสิทภาพสูงสุด โดยเฉพาะการยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าที่โซลชาน่าจะมีคำแนะนำดีๆให้เค้าได้อย่างแน่นอน  ” คอลลีมอร์เจ้าของผลงาน99ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้งเสนอคำแนะนำ

ผีเเดง ใช้คนผิด!แรชฟอร์ดไม่ใช่หน้าเป้าเป็นเหตุผลงานดร็อปลงไป

ผีเเดง

โอเล กุนน่า โซลชานายใหญ่ผีเเดงเดิมพันครั้งใหญ่ในซีซั่นนี้ด้วยการขายทิ้งโรเมลู ลูกากู และให้มาร์คัส แรชฟอร์ดรับบทกองหน้าตัวเป้าแทน แม้ในนัดเปิดฤดูกาลมันจะดูดีเมื่อกองหน้าเลือดผู้ยิงยิงได้ถึงสองเม็ดในเกมไล่ยำเชลซีขาดลอย4-0 ทว่าหลังจากนั้นแรชฟอร์ดยังคลำเป้าไม่เจออีกเลย แถมผลงานของทีมก็ตกต่ำลงไปด้วยการไม่ชนะใครอีกเลย(แพ้1เสมอ2)

ซ้ำร้ายอ็องโตนี่ มาร์กซิยาลก็ได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่อเล็กซิส ซานเชสก็ถูกผลักไสให้อินเตอร์มิลานเอาไปใช้งานเสียอีก ทำให้เวลานี้โอเล่ กุนน่า โซลชาเหลือเพียงเมสัน กรีนวู๊ดซึ่งมีอายุเพียงแค่17ปีเป็นทางเลือกเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาทันที่ว่าโซลชาคิดผิดหรือไม่ที่หั่นตัวเลือกอื่นๆทิ้งไปแล้วทุ่มความหวังไปที่มาร์คัช แรชฟอร์ดเพียงคนเดียว

สโคลส์อดีตนักเตะ ผีเเดง ชี้แรชยิงได้ก็ไม่ใช่จะฝากผีฝากไข้ได้ในตำแหน่งศูนย์หน้า

  แท้ที่จริงแล้วสถิติการทำประตูในปีก่อนของมาร์คัส แรชฟอร์ดก็เป็นรองโรเมลู ลูกากูอยู่แล้ว แม้ว่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากกว่าก็ตาม ยิ่งเสริมความเห็นจากรุ่นพี่อย่างพอล สโคลส์ก็ยิ่งสะท้อนว่าแรชฟอร์ดอาจไม่เหมาะกับการยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า “ แรชฟอร์ดเป็นผู้เล่นทีดี แต่ถ้าถามว่าเค้าเป็นกองหน้าโดยธรรมชาติไหม ผมว่าไม่ คุณดูเท็ดดี้ เชอริงแฮมเล่นซิ เค้าโดนบอลไม่มากนักในแต่ละเกม แต่เค้าหาพื้นที่สุดท้ายในการเข้าทำได้เก่งสุดๆ ศูนย์หน้าโดยธรรมชาติจะแสดงออกในลักษณะนี้ ในขณะที่แรชฟอร์ดชอบพาบอลไปเล่น มันพิสูจน์ผ่านสามเกมหลังนี่ละว่าเค้าไม่ใช่ผู้เล่นที่จะทำให้กองหลังฝั่งตรงข้ามต้องกังวลในพื้นที่สุดท้าย นั่นละปัญหา เค้าอาจจะยิงได้เยอะในเกมแรกแต่มันฝากความหวังในระยะยาวไม่ได้ ถ้าเค้าไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ”

  ขณะที่โอเว่น ไฮน์กรีฟอดีตมิดฟิลด์ผีแดงก็พูดไว้ในทำนองเดียวกัน “ ถ้าเทียบกันจริงๆผมว่ามาร์กซิยาลยังมีคุณสมบัติการเป็นกองหน้าตัวเป้ามากกว่า(แรชฟอร์ด)เสียอีก น่าเสียดายที่เค้าเล่นไม่ได้(มาร์กซิยาลมีอาการบาดเจ็บ) การเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์มันคิดไม่เหมือนการเล่นเป็นตัวด้านข้าง คุณไม่ต้องจับบอลเยอะ ไม่ต้องเลี้ยงเยอะ ไม่ต้องจ่ายบอล คุณแต่ต้องคิดว่าทำยังไงให้เล่นบอลให้น้อยจังหวะที่สุดแต่มีลุ้นทำประตู มันเป็นเรื่องการเอาชนะกองหลัง การหนีตัวประกอบ การอ่านจังหวะบอลก่อนหน้าซึ่งถ้าพูดตรงๆแรชฟอร์ดไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งเหล่านี้เลย เค้ามักจะลงมาต่ำเพื่อเอาบอล หรือไม่ก็ลากไปด้านข้าง ซึ่งมันไร้ประโยชน์เมี่อพื้นที่ในกรอบเขตโษไม่มีตัวรอเข้าทำ ”

เวสต์แฮม จับลานซินี่ยืดสัญญาไปจน2023รับแสนปอนด์ต่อวีก

เวสต์แฮม

มานูเอล ลานซินี่กองกลางชาวอาเจนไตน์เคยประสบอาการบาดเจ็บในระหว่างในช่วงก่อนฟุตบอลโลก2018 โดยอาการบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณหัวเข่าครั้งนั้นส่งผลให้เจ้าตัวจอมเทคนิคต้องร้างสนามไปเกือบหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางกระแสร่ำลือว่าลานซินี่คงไม่อาจกลับมาเก่งกาจได้เท่าเก่า และน่าจะหมดอนาคตกับเวสต์แฮมไปแล้ว ทว่าสุดท้ายทีมขุนค้อนก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนลานซินี่ต่อไปด้วยการมอบสัญญาฉบับใหม่ให้พิจารณา

มานูเอล ลานซินี่ที่ลงเล่นให้เวสต์แฮมมาแล้วกว่า5ซีซั่นจะได้รับการเพิ่มค่าเหนื่อยเป็น100,000ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อผูกมัดสัญญาไว้ในถิ่นอัพตันปาร์คไปกระทั่งมิ.ย.2023 โดยเหตุผลที่สโมสรต้นสังกัดต้องรีบจับต่อสัญญานั้นมีผลเนื่องจากผลงานในฤดูกาลใหม่ที่เจ้าตัวทำไปแล้ว2แอตซิสต์จากการลงสนามไปแล้วกว่า268นาที(3นัด) ส่งสัญญาณว่าบัดนี้เค้าปราศจากอาการบาดเจ็บและคืนฟอร์มเก่งเป็นที่เรียบร้อย

ลานซินี่อิ่มใจ เวสต์แฮม ให้อยู่ต่อหวังคืนความสุขให้แฟนได้ในไม่ช้า

ภายหลังการจรดปากกาบนสัญญาฉบับใหม่ลานซินี่ก็ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกอย่างปลาบปลื้ม “ ซีซั่นที่แล้วมันแย่มากๆผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟื้นฟูร่างกาย ต่อให้คุณมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อยามที่คุณมีอาการบาดเจ็บรุนแรงมันก็จะบั่นทอนคุณ ผมเองก็ยังแอบห่วงว่าขาของผมมันจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม ต้องขอบคุณเวสต์แฮมที่เคียงข้ามผมมาโดยตลอด มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องกลับมาให้ได้ ”

“ ฉะนั้นการต่อสัญญาครั้งนี้มันยิ่งทำให้ประทับใจเป็นสองเท่า ผมแทบจะเซ็นสัญญาโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย หลังจากอยู่กับทีมมานาน ผมเพิ่งเริ่มเข้าใจว่าทำไหมเวสต์แฮมถึงเป็นทีมที่วิเศษ นี่คือทีมที่เน้นสปริริตที่เหนียวแน่น มีแฟนบอลที่พร้อมสนับสนุนแม้ว่าบางช่วงเวลาคุณจะฟอร์มไม่ดี และนั่นก็ทำให้ผมประทับใจเป็นอย่างมาก และหวังว่าเราจะสามารถประสบความสำเร็จชูถ้วยแชมป์ซักรายการเพื่อเป็นจะได้ฉลองกับแฟนๆ ผมมั่นใจว่าเราทำได้แน่ ” ลานซินี่กล่าวอย่างเชื่อมั่น

มานูเอล ลานซินี่ย้ายจากอัล-จาซิร่า(ทีมในลีกของUAE)เพื่อมาเป็นสมาชิกของขุนค้อนตั้งแต่ซีซั่น2015 และเจ้าตัวก็กลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมมาโดยตลอด พิสูจน์ผ่านผลงานการลงสนาม112นัดและยิงไป21ประตู และทำให้ทีมดังอย่างสเปอร์ส,ลิเวอร์พูลและเชลซีต่างเคยหมายตาที่จะดึงตัวไปช่วยงานมาแล้ว

เกตาเฟ่ ใจคิดอะไรถึงดึงช่างแอร์วัย32มาสวมเบอร์10ล่าตาข่าย

เกตาเฟ่

ลาลีก้าสเปนซีซั่น2019/20นี้เราบอกเลยว่าแสงไฟอาจส่องมาที่เพชรฆาตคนใหม่ของเกตาเฟ่นามว่า เอ็นริค กาเยโก้เป็นพิเศษ เนื่องจากผู้เล่นชาวสเปนรายนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะอาชีพในช่วงอายุเลยเลขสาม โดยก่อนหน้านี้เค้ายังต้องหารายได้เสริมควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นช่างซ่อมจักรยาน,ช่างซ่อมแอร์ ไปจนถึงพนักงานขับรถบรรทุก

ชีวิตการค้าแข้งของนักฟุตบอลนั้นว่ากันว่าถ้าอายุคุณเลย25ไปแล้วคุณยังเอาดีไม่ได้ คุณก็ไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในวงการลูกหนังได้อย่างแน่นอน วลีนี้เป็นแนวคิดที่ใครๆก็ทราบดี ทว่าเอ็นริค กาเยโก้นักเตะชาวสเปนกลับไม่ยอมจำนนกับแนวคิดนี้เลย เพราะช่วงวัย20-30ปีนั้น เค้ายังคงวนเวียนอยู่กับการเล่นฟุตบอลในระดับดิวิชั่น3-4ของสเปน ด้วยค่าแรงที่น้อยนิดไม่เพียงพอจะจุนเจือครอบครัว จึงทำให้เค้ายังต้องหารายได้เสริมจากอาชีพอื่นควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอลอีกต่างหาก แต่เค้าก็คิดเสมอว่าซักวันฟุตบอลนี่ละที่จะนำพาความสุขและความสะดวกสบายมาสู่เค้าและครอบครัว

เอ็นริคกาเยโก้กองหน้าป้ายเเดง เกตาเฟ่ เพิ่งจะได้รับสัญญาค่าเหนื่อยอาชีพเมื่อปี2019

“ กาเยโก้มาอยู่กับเราในทีแรกนั้นเทคนิคเค้าไม่เข้าขั้นเลย โค้ชยังคุยกันเลยว่าทำไมเค้าไม่หันไปเอาดีกับงานด้านอื่นไปเลยละ แต่คุณเชื่อไหมเค้าเก่งขึ้นในทุกๆวันจริงๆ เดี๋ยวเค้ายกระดับการเล่นไปไกลมากๆ ” เป๊ป คาบานเล่ผู้เคยร่วมงานกับกาเยโก้สมัยค้าแข้งในระดับดิวิชั่น3กล่าวอย่างชื่นชม

คอร์เนย่าที่ปัจจุบันอยู่ในระดับดิวิชั่น3ของสเปนนั้นเคยร่วมงานกับเอ็นริค กาเยโก้สองครั้งคือในช่วงซีซั่น2010-2013 และ2015-2017 โดยเฉพาะครั้งหลังที่กาเยโก้ยกระดับฝีเท้าไปอีกขั้นจนยิงได้ถึง46ประตูจากการลงเล่น98เกม และนั่นก็เป็นย่างก้าวเล็กที่ทำให้เอ็กซ์เตรมามองร่าดึงตัวเค้าไปใช้งาน ซึ่งช่วงนี้เองที่เค้าเพิ่งจะได้รับสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัวโดยไม่ต้องทำงานอย่างอื่นอีกแล้ว และผลงานกับเอ็กซ์เตรมามองร่าก็เรียกว่าดีงามเมื่อกาเยโก้ยิงประตูไป25ประตูจนทีมในระดับเซดุนก้าดิวิชั่น(ลีก้าสองของสเปน)อย่างฮูเอสก้าข้อซื้อตัวเพื่อมาเล่นในระดับที่สูงกว่า ภายหลังจากลงเล่นให้ฮูเอสก้าไปเพียง19เกมและยิงได้5ประตู เกตาเฟ่ก็ดึงตัวเอ็นริค กาเยโก้เพื่อมาลงเล่นในลาลีก้า ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ประเดิมในแรกในลีกสูงสุดแดนกระทิงไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยวัย32ปี(เกตาเฟ่แพ้แอตมาดริด0-1)

ยูเวนตุส ไม่หยุดช็อปเสริมแนวรับวัยละอ่อนจากซาสซูโอโล่5ปี

ยูเวนตุส

ทีมแชมป์กัลโช่อย่างยูเวนตุสได้รับการจับตามองมาตั้งแต่ช่วงก่อนซัมเมอร์แล้ว เนื่องจากพวกเค้าเติมผู้เล่นหน้าใหม่ให้กับทีมได้อย่างหวือหวา ไม่ว่าจะเป็นอารอน แรมซี่ย์,อาเดรียน ราบิโอต์ และมัทไธส์ เดอ ลิกท์ เพราะแต่ละชื่อที่กล่าวมาล้วนเป็นผู้เล่นที่มีดีกรีไม่ธรรมดาแทบทั้งนั้น ล่าสุดทีมม้าลายก็ได้เปิดตัวเมรีห์ เดมิราลแนวรับดาวรุ่งเป็นที่เรียบร้อย แม้ที่จริงทีมดังแห่งตูรินจะตกลงกับซาสซูโอโล่ได้นานแล้วก็ตาม โดยว่ากันว่าดาวเตะวัย21ปีรายนี้มีสไตล์การเล่นละม้ายคล้ายกับเปาโล มอนเตโร่อดีตกองหลังขาโหดที่เคยรับใช้เบียงโคเนรี่ในยุค90

เดมิราลถ่อมตัวไม่กล้าเทียบกับใครและขอมุ่งมั่นช่วยทีม ยูเวนตุส ให้มาก

   เมรีห์ เดมิราลถูกอลันยาสปอร์ปล่อยให้ซาสซูโอโล่ยืมตัวมาใช้งานเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาดังกล่าวกองหลังเลือดเติร์กทำผลงานได้อย่างพึงพอใจจนทำให้ซาสซูโอโล่ยอมควักเงิน7ล้านยูโรเพื่อซื้อขาดเดมิราลมาเป็นกรรมสิทธิ ทว่าสุดท้ายทัพม้าลายได้แสดงความสนใจพร้อมเสนอราคาให้มากกว่าเดิม(ราคาซื้อ)เกือบสามเท่าเพื่อขอรับแนวรับอนาคตไกลรายนี้มาดูแลต่อ “ ยูเวนตุสได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อตัวเมรีห์ เดมิราลมาจากซาสซูโอโล่แล้วด้วยค่าตัว18ล้านยูโร และนักเตะจะอยู่ภายใต้สัญญากับยูเวนตุสไปจนกระทั่งปี2024 ”

ปราการหลังดีกรีทีมชาติตุรกี(ติดธงไปแล้ว6เกม)ยังถูกสื่อในแดนมักกะโรนียกย่องว่าอาจประสบความสำเร็จเทียบเท่าเปาโล มอนเตโร่อดีตแนวรับคนเก่งของยูเวนตุส “ การถูกเปรียบเปรยผมกับมอนเตโร่มันทำให้ผมภูมิใจอยู่นะ แต่ผมคงไม่อาจเทียบเค้าได้หรอก ผมอายุยังน้อยยังต้องเรียนรู้อีกมาก และผมสัญญาว่าผมจะเต็มที่กับทุกนาทีที่เล่นให้ทีม ” กองหลังป้ายแดงกล่าวทิ้งท้าย

เชื่อว่าการดึงตัวเดมิราลเข้ามาร่วมทีมนั้นเชื่อว่าเป็นแผนระยะยาวของเมาริซิโอ ซาร์รี่ เนื่องจากทั้งจอร์โจ้ เคียลินี่(35ปี) และเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่(32ปี)สองคีย์แมนในเกมรับต่างมีอายุอานามมากขึ้นทุกวัน จึงจำเป็นที่ต้องหาแนวรับคนใหม่เข้ามาเป็นตัวตายตัวแทน โดยมีความเป็นได้ที่ในอนาคตที่มัทไธส์ เดอ ลิกท์และเมรีห์ เดมิราลจะกลายเป็นคู่หูในแผงเกมรับคนใหม่ในตูริน

แลมพาร์ด หั่นชื่อบากาออก เตรียมย้ายรังถกสิงห์ขอยืมใช้งาน

แลมพาร์ด

ติมูเอ้ บากาโยโก้ มิดฟิลด์”สิงห์บลูส์” เชลซี มีแนวโน้มจะได้กลับไปค้าแข้งในฝรั่งเศสอีกครั้ง ภายหลังเริ่มมีการเจรจากับทีมเก่าอย่าง โมนาโก ยอมรับว่ามิดฟิลด์วัย 24 ปีที่เคยย้ายจากโมนาโกมาร่วมทีมเชลซีได้สักระยะเริ่มมีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่น

จนถูกส่งตัวให้ เอซี มิลาน ยืมใช้งานเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาแฟรงค์ แลมพาร์ดจึงตัดสินใจหั่นชื่อ บากาโยโก้ ออกเนื่องจากมิดฟิลด์ในทีมมีเยอะแล้วไม่ว่าจะป็น จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, รอสส์ บาร์คลี่ย์ และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

นอกจากนี้ กาลาตาซาราย ก็ให้ความสนใจพร้อมเปิดการเจรจากับ “สิงห์บลูส์” ถึงความเป็นไปได้ในการยืมตัว ทั้งนี้ในช่วงปรีซีซั่น บากาโยโก้ มีโอกาสเล่นให้เชลซีไป 185 นาที แต่ยังไม่เข้าตาแลมพาร์ดไม่ได้ไปต่อเตรียมเก็บกระเป๋าย้ายรังอีกครั้ง

แลมพาร์ด กุนซือสิงห์บลูโดดป้อง คริสเตียน พูลิซิช

แข้งดุ้นใหม่ชาวอเมริกันอย่าง คริสเตียน พูลิซิช จะโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมภายใต้ยูนิฟอร์มสิงห์บลูในอีกไม่ช้านี้ แฟรงค์ แลมพาร์ดผู้จัดการทีมเชลซี รีบออกโรงป้อง คริสเตียน พูลิซิช ห้องเครื่องตัวใหม่ชาวอเมริกันโดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถแจ้งเกิดกับทีมได้แน่นอนดาวเตะวัย 20 ปีรายนี้ถูกกระชากตัวมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 64 ล้านยูโรพร้อมกับถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นตัวแทนของ เอเดน อาซาร์ด

ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ในเกมนัดเปิดสนามกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง ยังไม่สามารถช่วยทีมได้มากนักสักเท่าไหร่นัก กระทั่งเชลซีตกเป็นฝ่ายแพ้ไปอย่างเละเทะ 0-4 อย่างไรก็ตามหลังจบเกม แลมพาร์ดได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไม่ส่ง พูลิซิช ลงสนามเป็นตัวจริง “คริสเตียน พูลิซิช ยังเป็นแค่เด็กอายุ 20 ปีที่เพิ่งย้ายมาจาก ดอร์ทมุนด์ หมาดๆ แน่นอนว่าเขาเก่งมากจนน่าเหลือเชื่อโดยเฉพาะจังหวะการเร่งสปีดแล้ววิ่งไปกับลูกฟุตบอล

แต่ในขณะเดียวกันผมก็มีตัวเลือกบนแผงมิดฟิลด์ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งตัวรุก ซึ่งก็ไม่อยากจะยึดติดกับ พูลิซิช เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะไม่อยากให้ใครต้องกลายเป็นผู้แบกทีม และเมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างแล้วผมรู้สึกว่าการส่ง บาร์คลีย์ ยืนคู่กับ เมาท์ ตั้งแต่ต้นเกมน่าจะส่งผลดีกว่า และหากคับขันจริง ๆ ค่อยส่งเอา พูลิซิช ลงไปแก้เกมในสภาพที่สดกว่าคนอื่น ๆ” แฟรงค์ แลมพาร์ด เชื่อว่าดาวเตะอนาคตไกลรายนี้ จะโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้