แรชฟอร์ด เอาไงดีตัวริมเส้นหรือกองหน้าตัวเป้า?คอลลีมอร์สงสัย

แรชฟอร์ด

มาร์คัช แรชฟอร์ดดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนังเมืองผู้ดีที่ปีได้ลงเล่นต่อเนื่องทั้งในเกมระดับสโมสร และทีมชาติ ทว่ากองหน้ารุ่นเก๋าอย่างสแตน คอลลีมอร์กลับออกมาแสดงความกังวลแทนแรชฟอร์ด หลังจากเจ้าตัวต้องปรับบทบาทไปยืนเป็นตัวรุกริมเส้นกับทีมชาติอังกฤษ แต่ทว่าเมื่อกลับไปเล่นให้แมนยูเจ้าตัวจะได้ลงยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า ซึ่งการสลับบทบาทไปมาเช่นนี้อาจะทำให้แรชฟอร์ดไม่สามารถไปถึงจุดสูงสุดของการค้าแข้งได้

ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีกับวงการลูกหนังของประเทศอังกฤษมานานปีทำให้สแตน คอลลีมอร์อดีตขวัญใจชาวเดอะค็อปเชื่อว่ามาร์คัช แรชฟอร์ดกำลังอยู่ในวัยที่ต้องตัดสินใจเลือกแล้วว่าอยากจะประสบความสำเร็จจากการลงในตำแหน่งไหนของสนาม “ ผมเป็นห่วงแรชฟอร์ดเหลือเกิน ใช่เค้ายังหนุ่มแน่น เค้าเล่นได้หลากหลาย แต่มันอาจจะทำให้เค้าไปไม่สุดซักทาง คุณดูธีโอ วัตคอตต์เป็นแบบอย่างซิ เวนเกอร์อยากให้เค้าเล่าริมเส้น แต่เจ้าตัวชอบเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง ปัจจุบันเค้าก็ยังหาตำแหน่งที่ใช่ให้ตัวเองไม่ได้เลย ”

คอลลีมอร์แนะ แรชฟอร์ด ชัดเจนพื้นที่รับผิดชอบและเรียนรู้อย่างจริงจัง

   โอเล่ กุนน่า โซลชากุนซือปีศาจแดงนั้นเชื่อมั่นว่าแรชฟอร์ดจะพัฒนากลายเป็นสุดยอดดาวยิงได้ในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ในขณะที่ยามเข้าแคมป์ทีมชาติ เจ้าตัวต้องถ่างออกไปยืนเป็นปีกด้านข้างเนื่องจากสัมปทานกองหน้าของทีมชาติอังกฤษได้ถูกแฮรี่ เคนจองไว้แล้ว ซึ่งทั้งสองตำแหน่งใช้ทักษะ และทัศนคติที่ต่างกันจนอาจทำให้กองหน้าวัย21ปีเอาดีไม่ได้จากทั้งสองตำแหน่งเลยก็เป็นได้ “ แรชฟอร์ดควรต้องเลือกตำแหน่งที่ใช่เสียที เพราะมันใช้ทัศนคติคนละเรื่องเลยระหว่างศูนย์หน้ากับตัวริมเส้น มันฟังดูดีนะเวลามีคนเรียกคุณว่าผู้เล่นสารพัดประโยชน์ แต่คุณลองไปดูสถิติได้เลยว่านักเตะที่เล่นได้หลากหลายตำแหน่งเค้าก็จะต้องมีพื้นที่ตายตัวยืนพื้นด้วยกันทั้งนั้น มันไม่มีใครหรอกที่จะบอกว่าเล่นตรงไหนก็ได้สับเปลี่ยนไปเรื่อยๆจนกว่าจะแขวนสตั๊ด ”

“ หลักๆแล้วผมว่ามันควรเริ่มที่ระดับสโมสรเพราะเค้าจะมีเวลาพัฒนาที่มากกว่า เค้าควรเปิดอกคุยกับโซลชาเลย โอเคผมขอเลือกไปให้สุดกับตำแหน่งนี้ จากนั้นก็โฟกัสในการรับผิดชอบตำแหน่งนั้นๆให้ได้ประสิทภาพสูงสุด โดยเฉพาะการยืนเป็นกองหน้าตัวเป้าที่โซลชาน่าจะมีคำแนะนำดีๆให้เค้าได้อย่างแน่นอน  ” คอลลีมอร์เจ้าของผลงาน99ประตูตลอดอาชีพการค้าแข้งเสนอคำแนะนำ

ผีเเดง ใช้คนผิด!แรชฟอร์ดไม่ใช่หน้าเป้าเป็นเหตุผลงานดร็อปลงไป

ผีเเดง

โอเล กุนน่า โซลชานายใหญ่ผีเเดงเดิมพันครั้งใหญ่ในซีซั่นนี้ด้วยการขายทิ้งโรเมลู ลูกากู และให้มาร์คัส แรชฟอร์ดรับบทกองหน้าตัวเป้าแทน แม้ในนัดเปิดฤดูกาลมันจะดูดีเมื่อกองหน้าเลือดผู้ยิงยิงได้ถึงสองเม็ดในเกมไล่ยำเชลซีขาดลอย4-0 ทว่าหลังจากนั้นแรชฟอร์ดยังคลำเป้าไม่เจออีกเลย แถมผลงานของทีมก็ตกต่ำลงไปด้วยการไม่ชนะใครอีกเลย(แพ้1เสมอ2)

ซ้ำร้ายอ็องโตนี่ มาร์กซิยาลก็ได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่อเล็กซิส ซานเชสก็ถูกผลักไสให้อินเตอร์มิลานเอาไปใช้งานเสียอีก ทำให้เวลานี้โอเล่ กุนน่า โซลชาเหลือเพียงเมสัน กรีนวู๊ดซึ่งมีอายุเพียงแค่17ปีเป็นทางเลือกเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาทันที่ว่าโซลชาคิดผิดหรือไม่ที่หั่นตัวเลือกอื่นๆทิ้งไปแล้วทุ่มความหวังไปที่มาร์คัช แรชฟอร์ดเพียงคนเดียว

สโคลส์อดีตนักเตะ ผีเเดง ชี้แรชยิงได้ก็ไม่ใช่จะฝากผีฝากไข้ได้ในตำแหน่งศูนย์หน้า

  แท้ที่จริงแล้วสถิติการทำประตูในปีก่อนของมาร์คัส แรชฟอร์ดก็เป็นรองโรเมลู ลูกากูอยู่แล้ว แม้ว่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากกว่าก็ตาม ยิ่งเสริมความเห็นจากรุ่นพี่อย่างพอล สโคลส์ก็ยิ่งสะท้อนว่าแรชฟอร์ดอาจไม่เหมาะกับการยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า “ แรชฟอร์ดเป็นผู้เล่นทีดี แต่ถ้าถามว่าเค้าเป็นกองหน้าโดยธรรมชาติไหม ผมว่าไม่ คุณดูเท็ดดี้ เชอริงแฮมเล่นซิ เค้าโดนบอลไม่มากนักในแต่ละเกม แต่เค้าหาพื้นที่สุดท้ายในการเข้าทำได้เก่งสุดๆ ศูนย์หน้าโดยธรรมชาติจะแสดงออกในลักษณะนี้ ในขณะที่แรชฟอร์ดชอบพาบอลไปเล่น มันพิสูจน์ผ่านสามเกมหลังนี่ละว่าเค้าไม่ใช่ผู้เล่นที่จะทำให้กองหลังฝั่งตรงข้ามต้องกังวลในพื้นที่สุดท้าย นั่นละปัญหา เค้าอาจจะยิงได้เยอะในเกมแรกแต่มันฝากความหวังในระยะยาวไม่ได้ ถ้าเค้าไม่เหมาะกับตำแหน่งนี้ ”

  ขณะที่โอเว่น ไฮน์กรีฟอดีตมิดฟิลด์ผีแดงก็พูดไว้ในทำนองเดียวกัน “ ถ้าเทียบกันจริงๆผมว่ามาร์กซิยาลยังมีคุณสมบัติการเป็นกองหน้าตัวเป้ามากกว่า(แรชฟอร์ด)เสียอีก น่าเสียดายที่เค้าเล่นไม่ได้(มาร์กซิยาลมีอาการบาดเจ็บ) การเป็นกองหน้าตัวจบสกอร์มันคิดไม่เหมือนการเล่นเป็นตัวด้านข้าง คุณไม่ต้องจับบอลเยอะ ไม่ต้องเลี้ยงเยอะ ไม่ต้องจ่ายบอล คุณแต่ต้องคิดว่าทำยังไงให้เล่นบอลให้น้อยจังหวะที่สุดแต่มีลุ้นทำประตู มันเป็นเรื่องการเอาชนะกองหลัง การหนีตัวประกอบ การอ่านจังหวะบอลก่อนหน้าซึ่งถ้าพูดตรงๆแรชฟอร์ดไม่ได้แสดงออกถึงสิ่งเหล่านี้เลย เค้ามักจะลงมาต่ำเพื่อเอาบอล หรือไม่ก็ลากไปด้านข้าง ซึ่งมันไร้ประโยชน์เมี่อพื้นที่ในกรอบเขตโษไม่มีตัวรอเข้าทำ ”

เวสต์แฮม จับลานซินี่ยืดสัญญาไปจน2023รับแสนปอนด์ต่อวีก

เวสต์แฮม

มานูเอล ลานซินี่กองกลางชาวอาเจนไตน์เคยประสบอาการบาดเจ็บในระหว่างในช่วงก่อนฟุตบอลโลก2018 โดยอาการบาดเจ็บรุนแรงที่บริเวณหัวเข่าครั้งนั้นส่งผลให้เจ้าตัวจอมเทคนิคต้องร้างสนามไปเกือบหนึ่งปีเต็ม ท่ามกลางกระแสร่ำลือว่าลานซินี่คงไม่อาจกลับมาเก่งกาจได้เท่าเก่า และน่าจะหมดอนาคตกับเวสต์แฮมไปแล้ว ทว่าสุดท้ายทีมขุนค้อนก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนลานซินี่ต่อไปด้วยการมอบสัญญาฉบับใหม่ให้พิจารณา

มานูเอล ลานซินี่ที่ลงเล่นให้เวสต์แฮมมาแล้วกว่า5ซีซั่นจะได้รับการเพิ่มค่าเหนื่อยเป็น100,000ปอนด์ต่อสัปดาห์ เพื่อผูกมัดสัญญาไว้ในถิ่นอัพตันปาร์คไปกระทั่งมิ.ย.2023 โดยเหตุผลที่สโมสรต้นสังกัดต้องรีบจับต่อสัญญานั้นมีผลเนื่องจากผลงานในฤดูกาลใหม่ที่เจ้าตัวทำไปแล้ว2แอตซิสต์จากการลงสนามไปแล้วกว่า268นาที(3นัด) ส่งสัญญาณว่าบัดนี้เค้าปราศจากอาการบาดเจ็บและคืนฟอร์มเก่งเป็นที่เรียบร้อย

ลานซินี่อิ่มใจ เวสต์แฮม ให้อยู่ต่อหวังคืนความสุขให้แฟนได้ในไม่ช้า

ภายหลังการจรดปากกาบนสัญญาฉบับใหม่ลานซินี่ก็ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกอย่างปลาบปลื้ม “ ซีซั่นที่แล้วมันแย่มากๆผมใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฟื้นฟูร่างกาย ต่อให้คุณมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อยามที่คุณมีอาการบาดเจ็บรุนแรงมันก็จะบั่นทอนคุณ ผมเองก็ยังแอบห่วงว่าขาของผมมันจะกลับมาเหมือนเดิมได้ไหม ต้องขอบคุณเวสต์แฮมที่เคียงข้ามผมมาโดยตลอด มันทำให้ผมรู้สึกว่าผมต้องกลับมาให้ได้ ”

“ ฉะนั้นการต่อสัญญาครั้งนี้มันยิ่งทำให้ประทับใจเป็นสองเท่า ผมแทบจะเซ็นสัญญาโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย หลังจากอยู่กับทีมมานาน ผมเพิ่งเริ่มเข้าใจว่าทำไหมเวสต์แฮมถึงเป็นทีมที่วิเศษ นี่คือทีมที่เน้นสปริริตที่เหนียวแน่น มีแฟนบอลที่พร้อมสนับสนุนแม้ว่าบางช่วงเวลาคุณจะฟอร์มไม่ดี และนั่นก็ทำให้ผมประทับใจเป็นอย่างมาก และหวังว่าเราจะสามารถประสบความสำเร็จชูถ้วยแชมป์ซักรายการเพื่อเป็นจะได้ฉลองกับแฟนๆ ผมมั่นใจว่าเราทำได้แน่ ” ลานซินี่กล่าวอย่างเชื่อมั่น

มานูเอล ลานซินี่ย้ายจากอัล-จาซิร่า(ทีมในลีกของUAE)เพื่อมาเป็นสมาชิกของขุนค้อนตั้งแต่ซีซั่น2015 และเจ้าตัวก็กลายเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมมาโดยตลอด พิสูจน์ผ่านผลงานการลงสนาม112นัดและยิงไป21ประตู และทำให้ทีมดังอย่างสเปอร์ส,ลิเวอร์พูลและเชลซีต่างเคยหมายตาที่จะดึงตัวไปช่วยงานมาแล้ว

เกตาเฟ่ ใจคิดอะไรถึงดึงช่างแอร์วัย32มาสวมเบอร์10ล่าตาข่าย

เกตาเฟ่

ลาลีก้าสเปนซีซั่น2019/20นี้เราบอกเลยว่าแสงไฟอาจส่องมาที่เพชรฆาตคนใหม่ของเกตาเฟ่นามว่า เอ็นริค กาเยโก้เป็นพิเศษ เนื่องจากผู้เล่นชาวสเปนรายนี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะอาชีพในช่วงอายุเลยเลขสาม โดยก่อนหน้านี้เค้ายังต้องหารายได้เสริมควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นช่างซ่อมจักรยาน,ช่างซ่อมแอร์ ไปจนถึงพนักงานขับรถบรรทุก

ชีวิตการค้าแข้งของนักฟุตบอลนั้นว่ากันว่าถ้าอายุคุณเลย25ไปแล้วคุณยังเอาดีไม่ได้ คุณก็ไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในวงการลูกหนังได้อย่างแน่นอน วลีนี้เป็นแนวคิดที่ใครๆก็ทราบดี ทว่าเอ็นริค กาเยโก้นักเตะชาวสเปนกลับไม่ยอมจำนนกับแนวคิดนี้เลย เพราะช่วงวัย20-30ปีนั้น เค้ายังคงวนเวียนอยู่กับการเล่นฟุตบอลในระดับดิวิชั่น3-4ของสเปน ด้วยค่าแรงที่น้อยนิดไม่เพียงพอจะจุนเจือครอบครัว จึงทำให้เค้ายังต้องหารายได้เสริมจากอาชีพอื่นควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอลอีกต่างหาก แต่เค้าก็คิดเสมอว่าซักวันฟุตบอลนี่ละที่จะนำพาความสุขและความสะดวกสบายมาสู่เค้าและครอบครัว

เอ็นริคกาเยโก้กองหน้าป้ายเเดง เกตาเฟ่ เพิ่งจะได้รับสัญญาค่าเหนื่อยอาชีพเมื่อปี2019

“ กาเยโก้มาอยู่กับเราในทีแรกนั้นเทคนิคเค้าไม่เข้าขั้นเลย โค้ชยังคุยกันเลยว่าทำไมเค้าไม่หันไปเอาดีกับงานด้านอื่นไปเลยละ แต่คุณเชื่อไหมเค้าเก่งขึ้นในทุกๆวันจริงๆ เดี๋ยวเค้ายกระดับการเล่นไปไกลมากๆ ” เป๊ป คาบานเล่ผู้เคยร่วมงานกับกาเยโก้สมัยค้าแข้งในระดับดิวิชั่น3กล่าวอย่างชื่นชม

คอร์เนย่าที่ปัจจุบันอยู่ในระดับดิวิชั่น3ของสเปนนั้นเคยร่วมงานกับเอ็นริค กาเยโก้สองครั้งคือในช่วงซีซั่น2010-2013 และ2015-2017 โดยเฉพาะครั้งหลังที่กาเยโก้ยกระดับฝีเท้าไปอีกขั้นจนยิงได้ถึง46ประตูจากการลงเล่น98เกม และนั่นก็เป็นย่างก้าวเล็กที่ทำให้เอ็กซ์เตรมามองร่าดึงตัวเค้าไปใช้งาน ซึ่งช่วงนี้เองที่เค้าเพิ่งจะได้รับสัญญาการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัวโดยไม่ต้องทำงานอย่างอื่นอีกแล้ว และผลงานกับเอ็กซ์เตรมามองร่าก็เรียกว่าดีงามเมื่อกาเยโก้ยิงประตูไป25ประตูจนทีมในระดับเซดุนก้าดิวิชั่น(ลีก้าสองของสเปน)อย่างฮูเอสก้าข้อซื้อตัวเพื่อมาเล่นในระดับที่สูงกว่า ภายหลังจากลงเล่นให้ฮูเอสก้าไปเพียง19เกมและยิงได้5ประตู เกตาเฟ่ก็ดึงตัวเอ็นริค กาเยโก้เพื่อมาลงเล่นในลาลีก้า ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ประเดิมในแรกในลีกสูงสุดแดนกระทิงไปเป็นที่เรียบร้อยด้วยวัย32ปี(เกตาเฟ่แพ้แอตมาดริด0-1)

ยูเวนตุส ไม่หยุดช็อปเสริมแนวรับวัยละอ่อนจากซาสซูโอโล่5ปี

ยูเวนตุส

ทีมแชมป์กัลโช่อย่างยูเวนตุสได้รับการจับตามองมาตั้งแต่ช่วงก่อนซัมเมอร์แล้ว เนื่องจากพวกเค้าเติมผู้เล่นหน้าใหม่ให้กับทีมได้อย่างหวือหวา ไม่ว่าจะเป็นอารอน แรมซี่ย์,อาเดรียน ราบิโอต์ และมัทไธส์ เดอ ลิกท์ เพราะแต่ละชื่อที่กล่าวมาล้วนเป็นผู้เล่นที่มีดีกรีไม่ธรรมดาแทบทั้งนั้น ล่าสุดทีมม้าลายก็ได้เปิดตัวเมรีห์ เดมิราลแนวรับดาวรุ่งเป็นที่เรียบร้อย แม้ที่จริงทีมดังแห่งตูรินจะตกลงกับซาสซูโอโล่ได้นานแล้วก็ตาม โดยว่ากันว่าดาวเตะวัย21ปีรายนี้มีสไตล์การเล่นละม้ายคล้ายกับเปาโล มอนเตโร่อดีตกองหลังขาโหดที่เคยรับใช้เบียงโคเนรี่ในยุค90

เดมิราลถ่อมตัวไม่กล้าเทียบกับใครและขอมุ่งมั่นช่วยทีม ยูเวนตุส ให้มาก

   เมรีห์ เดมิราลถูกอลันยาสปอร์ปล่อยให้ซาสซูโอโล่ยืมตัวมาใช้งานเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาดังกล่าวกองหลังเลือดเติร์กทำผลงานได้อย่างพึงพอใจจนทำให้ซาสซูโอโล่ยอมควักเงิน7ล้านยูโรเพื่อซื้อขาดเดมิราลมาเป็นกรรมสิทธิ ทว่าสุดท้ายทัพม้าลายได้แสดงความสนใจพร้อมเสนอราคาให้มากกว่าเดิม(ราคาซื้อ)เกือบสามเท่าเพื่อขอรับแนวรับอนาคตไกลรายนี้มาดูแลต่อ “ ยูเวนตุสได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อตัวเมรีห์ เดมิราลมาจากซาสซูโอโล่แล้วด้วยค่าตัว18ล้านยูโร และนักเตะจะอยู่ภายใต้สัญญากับยูเวนตุสไปจนกระทั่งปี2024 ”

ปราการหลังดีกรีทีมชาติตุรกี(ติดธงไปแล้ว6เกม)ยังถูกสื่อในแดนมักกะโรนียกย่องว่าอาจประสบความสำเร็จเทียบเท่าเปาโล มอนเตโร่อดีตแนวรับคนเก่งของยูเวนตุส “ การถูกเปรียบเปรยผมกับมอนเตโร่มันทำให้ผมภูมิใจอยู่นะ แต่ผมคงไม่อาจเทียบเค้าได้หรอก ผมอายุยังน้อยยังต้องเรียนรู้อีกมาก และผมสัญญาว่าผมจะเต็มที่กับทุกนาทีที่เล่นให้ทีม ” กองหลังป้ายแดงกล่าวทิ้งท้าย

เชื่อว่าการดึงตัวเดมิราลเข้ามาร่วมทีมนั้นเชื่อว่าเป็นแผนระยะยาวของเมาริซิโอ ซาร์รี่ เนื่องจากทั้งจอร์โจ้ เคียลินี่(35ปี) และเลโอนาร์โด้ โบนุชชี่(32ปี)สองคีย์แมนในเกมรับต่างมีอายุอานามมากขึ้นทุกวัน จึงจำเป็นที่ต้องหาแนวรับคนใหม่เข้ามาเป็นตัวตายตัวแทน โดยมีความเป็นได้ที่ในอนาคตที่มัทไธส์ เดอ ลิกท์และเมรีห์ เดมิราลจะกลายเป็นคู่หูในแผงเกมรับคนใหม่ในตูริน

แลมพาร์ด หั่นชื่อบากาออก เตรียมย้ายรังถกสิงห์ขอยืมใช้งาน

แลมพาร์ด

ติมูเอ้ บากาโยโก้ มิดฟิลด์”สิงห์บลูส์” เชลซี มีแนวโน้มจะได้กลับไปค้าแข้งในฝรั่งเศสอีกครั้ง ภายหลังเริ่มมีการเจรจากับทีมเก่าอย่าง โมนาโก ยอมรับว่ามิดฟิลด์วัย 24 ปีที่เคยย้ายจากโมนาโกมาร่วมทีมเชลซีได้สักระยะเริ่มมีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่น

จนถูกส่งตัวให้ เอซี มิลาน ยืมใช้งานเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาแฟรงค์ แลมพาร์ดจึงตัดสินใจหั่นชื่อ บากาโยโก้ ออกเนื่องจากมิดฟิลด์ในทีมมีเยอะแล้วไม่ว่าจะป็น จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, รอสส์ บาร์คลี่ย์ และเอ็นโกโล่ ก็องเต้

นอกจากนี้ กาลาตาซาราย ก็ให้ความสนใจพร้อมเปิดการเจรจากับ “สิงห์บลูส์” ถึงความเป็นไปได้ในการยืมตัว ทั้งนี้ในช่วงปรีซีซั่น บากาโยโก้ มีโอกาสเล่นให้เชลซีไป 185 นาที แต่ยังไม่เข้าตาแลมพาร์ดไม่ได้ไปต่อเตรียมเก็บกระเป๋าย้ายรังอีกครั้ง

แลมพาร์ด กุนซือสิงห์บลูโดดป้อง คริสเตียน พูลิซิช

แข้งดุ้นใหม่ชาวอเมริกันอย่าง คริสเตียน พูลิซิช จะโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมภายใต้ยูนิฟอร์มสิงห์บลูในอีกไม่ช้านี้ แฟรงค์ แลมพาร์ดผู้จัดการทีมเชลซี รีบออกโรงป้อง คริสเตียน พูลิซิช ห้องเครื่องตัวใหม่ชาวอเมริกันโดยเชื่อมั่นว่าจะสามารถแจ้งเกิดกับทีมได้แน่นอนดาวเตะวัย 20 ปีรายนี้ถูกกระชากตัวมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 64 ล้านยูโรพร้อมกับถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นตัวแทนของ เอเดน อาซาร์ด

ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ในเกมนัดเปิดสนามกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรอง ยังไม่สามารถช่วยทีมได้มากนักสักเท่าไหร่นัก กระทั่งเชลซีตกเป็นฝ่ายแพ้ไปอย่างเละเทะ 0-4 อย่างไรก็ตามหลังจบเกม แลมพาร์ดได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไม่ส่ง พูลิซิช ลงสนามเป็นตัวจริง “คริสเตียน พูลิซิช ยังเป็นแค่เด็กอายุ 20 ปีที่เพิ่งย้ายมาจาก ดอร์ทมุนด์ หมาดๆ แน่นอนว่าเขาเก่งมากจนน่าเหลือเชื่อโดยเฉพาะจังหวะการเร่งสปีดแล้ววิ่งไปกับลูกฟุตบอล

แต่ในขณะเดียวกันผมก็มีตัวเลือกบนแผงมิดฟิลด์ค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะตำแหน่งตัวรุก ซึ่งก็ไม่อยากจะยึดติดกับ พูลิซิช เพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะไม่อยากให้ใครต้องกลายเป็นผู้แบกทีม และเมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างแล้วผมรู้สึกว่าการส่ง บาร์คลีย์ ยืนคู่กับ เมาท์ ตั้งแต่ต้นเกมน่าจะส่งผลดีกว่า และหากคับขันจริง ๆ ค่อยส่งเอา พูลิซิช ลงไปแก้เกมในสภาพที่สดกว่าคนอื่น ๆ” แฟรงค์ แลมพาร์ด เชื่อว่าดาวเตะอนาคตไกลรายนี้ จะโชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมได้อย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

 

 

 

บาร์เยิน คิดโปรเจกดึงซาเน่กลับมาโชว์เพลงเตะในบุนเดสอีกครั้ง

ลีรอย ซาเน่ ที่ปัจจุบันกลายเป็นปีกฟอร์มเทพอยู่กับ แมนซิตี้ อาจได้กลับมาวาดลวดลายในบุนเดสลีก้า ลีกบ้านเกิดอีกคำรบ หลังจากมีข่าวร่ำลือกันหนาหูเหลือเกินว่า บาร์เยิน มิวนิค หมายใจจะดึงตัวไปร่วมทีม เนื่องจากสถานการณ์เรื่องการขยายสัญญากับทัพตราเรือใบดูเหมือนจะไม่คืบหน้า จนอาจทำให้ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกยอมใจอ่อนที่จะตอบรับข้อเสนอเพื่อลดความเสี่ยงในการเสียดาวเตะดีกรีทีมชาติเยอรมันออกไปแบบฟรีๆนั่นเอง

บาร์เยิน

บาร์เยิน เอาจริง ซาเน่ตีนิ่งสัญญาใหม่จนเป๊ปเริ่มเสียงอ่อยถ้าหมดใจก็ไม่รั้งไว้

แม้ ซาเน่ จะโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่าในซีซั่นที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ต้องตกเป็นตัวสำรองของ ราฮีม สเตอริ่งและแบร์นาโด้ ซิลวา อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้เจ้าตัวรู้สึกคลางแคลงใจเกี่ยวกับสถานะในทีม จนทำให้การเจรจาสัญญาฉบับใหม่ไม่คืบหน้า อันทำให้ เป็ป กวาดิโอล่า เริ่มไม่ชอบใจเช่นกัน “ ลีรอยมีบทบาทสำคัญกับทีม นั่นทำให้เรายื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับเค้า นั่นชัดเจนอยู่แล้วว่าเราให้ความสำคัญกับเขาแค่ไหน ที่เหลือก็อยู่ที่การตัดสินใจของเค้า แต่ถ้าเขาไม่อยากอยู่กับเราต่อมันก็เป็นอีกเรื่องนึง เราทำได้แค่รอดูสถานการณ์เท่านั้น ”

ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าเสือใต้ได้ยื่นข้อเสนอราว 70 ล้านปอนด์เพื่อให้ แมนซิตี้ พิจารณาแล้วครั้งนึง ทว่าโดนบอกปัดไปอย่างไม่ใยดี แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์เรื่องสัญญาของดาวเตะวัย 23 ปีที่ดูจะไม่ลงเอยง่ายๆ ทำให้ บาร์เยินมิวนิค หวังจะยื่นข้อเสนอเพื่อดึงตัว ซาเน่ อีกครั้ง แม้อาจมีอุปสรรคอยู่ที่ตัวเลขค่าตัวที่สื่อหลายสำนักเชื่อว่า เป๊ป อยากเปิดโต๊ะเจรจาที่สนนราคา 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป

ซึ่งนับว่าเป็นเม็ดเงินที่เอาเรื่องสำหรับสโมสรจากเยอรมัน เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าตัวและค่าเหนื่อยสำหรับทีมในเยอรมันนั้นเมื่อเทียบกับลีกชั้นนำในยุโรปแล้วถือว่าเป็นลีกที่มีกำลังจ่ายน้อยกว่าใครเพื่อน

ยอดทีมแดนไส้กรอกแม้จะเพิ่งคว้าแชมป์บุนเดสลีก้าในซีซั่นที่ผ่านมา ทว่าก็ต้องสูญเสียตัวริมเส้นไปถึงสองรายพร้อมกันนั่นก็คือ อาร์เยน ร็อบเบนและฟร้องค์ ริเบรี่ ที่อำลาทีมไปแล้วทั้งคู่ และ ลีรอย ซาเน่  ก็ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับพื้นที่ดังกล่าว หลังจากที่ปีกจอมพลิ้วทำผลงานกับ แมนซิตี้ ได้อย่างโดดเด่น ผ่านการลงเล่นในพรีเมียร์ลีกสามซีซั่นด้วยสถิติลงเล่น 190 นัด ยิงได้ 52 ประตูจากทุกรายการ และมีดีกรีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้วสองสมัย,ลีกคัพสองสมัย และเอฟเอคัพอีกหนึ่ง สมัย

แมนยู ไม่ป๊อปโดนชุดขาวถีบร่วงสโมสรฟุตบอลรวยที่สุดในโลกแล้ว

นับแต่ไร้ร่มเงาของ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ทีมปีศาจแดงก็ร้างราจากถ้วยแชมป์มาพักใหญ่กระนั้นสาวกเรดอาร์มี่ก็ยังพอใจชื้นอยู่เนื่องจากก็ยังอยู่ในทีมกีฬาที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับต้นๆของโลก โดยเมื่อปี 2561 แมนยู ยังคงรั้งอยู่ในอันดับที่สองของทีมสโมสรกีฬาที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงสุด ทว่าหลังผ่านมรสุมอย่างโชกโชนในซีซั่นที่ผ่านมา กลับทำให้ปีนี้พวกเค้าหล่นลงมาอย่างน่าใจหาย โดยปีนี้พวกเค้ากลายเป็นสโมสรที่มูลค่าสูงสุดในอันดับที่ 6 เท่านั้น แถมยังโดนรีลมาดริดแซงขึ้นไปแทนที่ในตำแหน่งสโมสรฟุตบอลที่รวยที่สุดอีกต่างหาก

แมนยู

โซลชาไม่แคร์ย้ำ แมนยู ต้องทำงานหนักหากอยากกลับไปสู่จุดเดิม

   เมื่อซีซั่นก่อน แมนยู ยังคงเป็นสโมสรฟุตบอลเบอร์หนึ่งสำหรับทีมที่มีมูลค่าสูงสุด ทว่าในซีซั่นนี้พวกเค้ากลับมีมูลค่าทีมที่ลดต่ำลงถึง 8 เปอร์เซ็นต์ จนทำให้ถูกยักษณ์ใหญ่อย่าง รีล มาดริดและบาร์เซโลน่าแซงขึ้นไป โดย รีลมาดริด ได้ขึ้นแท่นเป็นทีมฟุตบอลที่รวยที่สุดอันดับหนึ่งแทนด้วยมูลค่า 4.24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่ แมนยู มีมูลค่าเพียง 3.81 พันล้านเหรียญสหรัฐ ทว่าแม้มูลค่าทีมจะไม่ติดท็อปชาร์ตเหมือนเก่า แต่ดูเหมือนกุนซือ แมนยู อย่าง โอเล่ กุนน่า โซลชา ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญแต่ประการใด แต่กำลังทำงานหนักร่วมกับทีมเพื่อนำความสำเร็จกลับมาสู่รั้ว โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกครั้ง “ ผมอยู่กับทีมชุดนี้มาแล้วและเราเห็นจุดอ่อนที่ทำให้เรายังไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ใช่ แน่นอนว่ายูไนเต็ดคือสัญลักษณ์แห่งชัยชนะและความสำเร็จ นั่นทำให้เราต้องกระตุ้นกันและกัน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คุณจะขาดมันไปไม่ได้ นั่นทำให้พวกเราต้องทำงานร่วมกันอย่างหนัก ”

นอกจากนี้นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ยังยืนยันอีกว่าการไล่บอลเร็วหรือเพรซซิ่งยังคงเป็นสิ่งที่เค้าอยากเน้นให้กับทีมต่อไป “ หลายคนยังจำได้ว่าสถิติการไล่เพรซซิ่งในนัดแรก(ที่โซลาชาได้คุมทีม)ที่เรารับมือกับคาร์ดิฟฟ์นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมากๆ แถมเรายังได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ นั่นเป็นเงาสะท้อนให้เห็นแล้วว่าอะไรที่ทีมต้องมี น่าเสียดายที่การยืนระยะของพวกเราไม่ต่อเนื่อง รวมไปถึงอาการบาดเจ็บต่างๆนั่นทำให้เรายังทำผลงานได้ไม่ดีพอ ปีนี้เราต้องทำการบ้านเรื่องพละกำลัง สภาพร่างกาย รวมไปถึงการมีขนาดทีมที่พร้อมจะลงเล่นในช่วงที่โปรแกรมการแข่งขันแบบถี่ยิบ เราวางโปรแกรมสำหรับสิ่งเหล่านี้ไว้หมดแล้ว ” ซึ่งสาวกเรดอาร์มี่ก็คงจะมีความหวังขึ้นมาไม่น้อยเนื่องจากผลงานในช่วงปรีซีซั่นของ แมนยู นั้นเป็นไปอย่างสดใด ด้วยการอุ่นเครื่องชนะมาสามเกมรวดและยังไม่เสียประตูเลยอีกด้วย

มาต้า อินเนอร์มาเต็มรักผีขาดใจควักหัวใจออกมาก็เป็นสีแดง

มาต้า
แม้ปัจจุบันออร่าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะไม่แจ่มจรัสเหมือนในยุคของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน จนสตาร์อย่าง ปอล ป็อกบา ก็มีข่าวร่ำลือว่าอยากย้ายทีมออกไป รวมถึงแข้งดังรายอื่นๆ(ยูริ ตีเลมอง กองกลางดาวรุ่งที่ตกเป็นข่าวกับผีแต่ไปเซ็นสัญญากับเลสเตอร์,ดาวิด เนเรส ปีกตัวจี๊ดของ อาร์แจ๊กก็ยักไหล่ไม่สนย้ายมาช่วยแมนยู)ที่ไม่ได้รู้สึกว่ากลิ่นอายแห่ง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นที่ดึงดูดใจเท่าไหร่นัก ทว่าสมการเหล่านี้ใช้ไม่ได้กับ ฆวน มาต้า ที่เพิ่งปลงใจยืดอายุสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกไปถึง 2 ปีเป็นที่เรียบร้อย แม้จะโดนลดค่าเหนื่อยด้วยก็ตาม

มิดฟิลด์ชาวสเปน โยกมาสวมยูนิฟอร์มปีศาจแดงตั้งแต่ซีซั่น 2014/15 และเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมมาตลอด และส่อแววว่าจะประกาศอำลาทีมไปเสียแล้วเมื่อช่วยท้ายซีซั่นที่ผ่านมาหลังจากไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องรายอะเลียดในการต่อสัญญา แต่ในที่สุด มาต้า ก็ยอมอ่อนข้อด้วยการลดค่าเหนื่อยลงถึง 1 ใน 4(เดิมรับค่าเหนื่อยที่ 180,000 ปอนด์/วีค แต่ปัจจุบันรับเพียง 135,000 ปอนด์/วีค)

ซึ่งเจ้าตัวออกมารับสารภาพว่ายังเชื่อมันในตราสโมสร และตั้งเป้าที่จะพา แมนยู กลับไปสู่ทำเนียบการลุ้นแชมป์อีกครั้ง “ ผมมีประสบการณ์ดีๆที่ยูไนเต็ดมากมาย แน่นอนว่าช่วงหลายปีมานี้ผลงานของเราไม่สู้ดีนัก และผมรู้สึกติดค้างพวกเค้า พวกเรายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก ผมอดคิดไม่ได้ว่าหากเราคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆซักรายการอย่าง พรีเมียร์ลีก บรรยากาศเหล่านี้จะยอดเยี่ยมแค่ไหน นั่นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผมอยากอยู่ต่อ ผมต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในวันนั้น ”

นอกจากนี้ดาวเตะวัย 31 ปีที่คว้าถ้วยรางวัลกับ แมนยู มาแล้วหลายรายการ ไล่ตั้งแต่แชมป์ยูโรป้าลีก,ลีก คัพ,เอฟเอ คัพ และคอมมูนิตี้ ชิลด์ ยังยืนยันอีกว่าเค้ายังเชื่อมั่นว่าทีมยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยมนตร์ขลัง “ ใช่เราไม่ได้แชมป์ลีกมาหลายปีแล้ว แต่นั่นไม่ได้เปลี่ยนเอกลักษณ์ความเป็นยูไนเต็ด สำหรับผมเรายังคงเป็นสโมสรระดับหัวแถวของยุโรป คาแรกเตอร์ในสนามของเรานั้นชัดเจนคือเราสู้ไม่ถอย และยังเป็นทีมที่เล่นเกมรุกอย่างเร้าใจ ผมยังคงรู้สึกเป็นเกียรติที่สวมยูนิฟอร์มยูไนเต็ดเสมอ ”

อนึ่ง ฆวน มาต้า ลงสนามในสีเสื้อปีศาจแดงไปแล้วทั้งสิ้น 218 เกมกระหน่ำไป 45 ประตูจากทุกรายการ และการเลือกตัดสินใจอยู่ช่วยทีมต่อไป จะส่งผลให้เจ้าตัวอยู่ในข่ายนักเตะซีเนียร์ของทีม ที่จะได้ประคองน้องๆรวมถึงอาจได้รับบทบาทกัปตันทีมยามลงสนามอีกด้วย

ศึกฟุตบอลโลก ทีมชาติบราซิล ถือเป็นอีกทีมที่น่ากลัวมาก

ศึกฟุตบอลโลก ทีมชาติบราซิล

ศึกการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนี้นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่น่าติดตามเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งหลายๆ คนนั้นก็ได้ลุ้นและติดตามศึกฟุตบอลโลกกันเป็นอย่างมาก ซึ่งการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมานั้นหลายๆ ทีมก็เปิดศึกสู้กันอย่างเต็มที่จริงๆ เลย หลายๆ คนนั้นก็ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่าทางด้านทีมชาติบราซิลนั้นก็เป็นอีกหนึ่งทีมที่น่ากลัวเหมือนกันนะครับเนื่องจากมีนักเตะดาวเด่นคนดังอยู่ในทีมหลายคนเช่นกัน ซึ่งก็เชื่อกันว่าทีมชาติไหนที่ได้พลาดหรือประมาทไปนั้นก็อาจจะทำให้ต้องเสียฟอร์มไปได้ง่ายๆ นั่นเอง ดังนั้นการที่ทีมชาติบราซิลมีนักเตะที่แข็งแกร่งขนาดนี้นั้นก็จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ดีเป็นอย่างมากเพราะไม่แน่นะครับแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 นั้นทีมชาติบราซิลก็อาจจะคว้าแชมป์ก็เป็นไปได้เช่นกัน

ศึกฟุตบอลโลก ทีมชาติบราซิล ทีมดังที่หลายๆ คนจับตามอง

แน่นอนนะครับว่าทีมชาติบราซิลนั้นไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งไหนก็ตามแต่หลายๆ คนก็ได้ให้ความสนใจและการันตีเป็นตัวเต็งกันแทบทุกครั้งอีกด้วย เนื่องจากทีมชาติบราซิลก็ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่มีผลงานในการเล่นที่ดีเป็นอย่างมากเลย เพราะมีนักเตะที่อยู่ในทีมระดับท๊อปฟอร์มมากมายหลายคนด้วยกันไม่ว่าจะเป็น เนย์มาร์  ฟีร์มิโน่ คูตินโญ่ และ มาร์เซโล่ นั้นก็ถือเป็นนักเตะฟอร์มดีที่สามารถทำประตูและทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นก็ทำให้ฟุตบอลโลกในครั้งนี้ทางด้านทีมชาติบราซิลก็ถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าสนใจและน่าติดตามกันเป็นอย่างมากอีกด้วย ดังนั้นก็ไม่แปลกนะครับที่หลายๆ คนจะให้ความไว้วางใจว่าทีมชาติบราซิลก็จะต้องคว้าแชมป์ได้แน่นอนนั่นเองอย่างไรก็ตามนั้นทีมชาติบราซิลถือเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก แถมยังมีนักเตะที่อยู่ในทีมอีกมากมายหลากหลายคนด้วยกัน ซึ่งแน่นอนในศึกฟุตบอลโลกในครั้งนี้นั้นก็น่าจะสามารถที่จะเอาชนะไปได้อย่างสบายๆ นั่นเอง

เนย์มาร์นักเตะฟอร์มดีหัวหอกสำคัญของบราซิล

แน่นอนนะครับว่าเนย์มาร์นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่มีฟอร์มการเล่นที่ดีเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งในการที่เจ้าตัวเล่นให้กัย เปแอสเช แล้วยิงไปถึง 54 ลูกจากการลงสนาม 83 เกมเท่านั้นก็การันตีได้เลยว่าฟอร์มของเนย์มาร์ก็ดุเดือดและร้อนแรงเป็นอย่างมากอีกด้วย ยิ่งมาผสมผสานกับนักเตะฟอร์มเก่งอย่าง ฟีร์มีโน่ คูตินโญ่ และ มาร์เซโล่ รับรองเลยว่าจะทำให้ทีมชาติบราซิลน่ากลัวและมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ได้อย่างแน่นอนนั่นเอง