คล็อปป์ ชมไม่เต็มปากบอกอ็อกซ์เลดยังฟอร์มแจ่มได้มากกว่านี้

คล็อปป์

ลิเวอร์พูลที่ฟอร์มดีมากๆในซีซั่นก่อนนั้น พวกเค้าลงเล่นโดยที่อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนแทบจะไม่มีส่วนรวมเลยเนื่องจากได้รับบาดเจ็บยาว กระทั่งในซีซั่นนี้แฟนบอลหงส์แดงต่างเป็นห่วงว่าเจ้าตัวจะยังมีที่ว่างในทีมหรือไม่เพราะดูเหมือนแชมเบอร์เลนจะเป็นผู้เล่นที่ทับไลน์กับเซอร์ดาน ชากีรี่โดยตรง ทว่าเอาเข้าจริงกลายเป็นว่าเจอร์เกน คล็อปป์ยังคงพยายามเปิดโอกาสให้แชมเบอร์เลนได้มีส่วนรวมกับทีมกระทั่งในเกมยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกเกมล่าสุดเจ้าตัวโชว์ฟอร์มเทพด้วยการทำยิงเบิ้ลให้ลิเวอร์พูลบุกไปชนะเกงค์ได้4-1

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนทำสองประตูในเกมยูซีแอลด้วยลูกยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษทั้งคู่ซึ่งทำให้เจ้านายอย่างเจอร์เกน คล็อปป์ต้องออกมาชมเชยผลงานในครั้งนี้ “ เค้า(แชมเบอร์เลน)บาดเจ็บหนักนั่นทำให้เค้าต้องค่อยปรับตัวไปทีละน้อย แต่ดูจากผลงานการทำสองประตูในวันนี้แล้วก็ต้องยอมรับว่าเค้ากำลังเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งสองประตูนั้นงดงามอย่างมาก ภาพรวมของทีมถือว่ายังมีอีกหลายจุดที่ต้องแก้ไข แล้วผมก็ยังเสียดายที่เราไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ ส่วนอ็อกซ์เลดเค้าก็ยังคงต้องทำงานหนักต่อไปเพราะผมรู้ว่าเค้าเล่นได้ดีกว่านี้ ”

หงส์แดงยังเสียบอลง่ายเกินไป คล็อปป์ ติงแม้จะยิงเกงค์ขาดก็ตาม

แม้ว่าผลงานของลิเวอร์พูลจะยิงประตูได้ถึง4เม็ดและรั้งอันดับสองในกลุ่มอีของยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม ทว่าเจอร์เกน คล็อปป์ขึ้นชื่อว่าเป็นกุนซือชาวเยอรมันก็ยังออกปากบ่นลูกทีมเกี่ยวกับข้อผิดพลาดในเกมนี้ “ พวกเค้า(เกงค์)สร้างปัญหาให้เราอย่างมากในช่วงต้นเกม เราครอบครองบอลไม่ดีพอ การเสียบอลง่ายทำให้พวกเค้าได้ใจและเราเกือบโดนลงโทษ(โหม่งเข้าไปแล้วแต่ถูกจับฟาวส์) เราไม่มีสมาธิกับเกมและเราจะพลาดแบบนี้อีกไม่ได้  ”

“ เกงค์เปิดเกมแลกซึ่งทำให้เรามีโอกาสมากมาย ซึ่งเราควรยิงได้มากกว่านี้ ลิเวอร์พูลต้องรักษามาตรฐานการเล่นไว้ให้อยู่ในระดับสูงไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นใครก็ตาม เราจะกลับไปแก้ไขรายละเอียดเหล่านี้กันใหม่เพื่อที่จะรับมือกับท๊อตแนม ” อดีตกุนซือดอร์ทมุนด์กล่าวอย่างมุ่งมั่น โดยลิเวอร์พูลจะกลับมาเตรียมทีมเพื่อต้อนรับการมาเยือนของสเปอร์สในศึกพรีเมียร์ลีก ซึ่งก็ถือว่าเป็นเกมที่สำคัญเนื่องจากในเวลานี้ทีมหงส์แดงมีแต้มนำแมนเชสเตอร์ซิตี้รองจ่าฝูงลดลงมาเหลือเพียง6คะแนน หลังจากฟอร์มสะดุดในการเสมอแมนยูฯในศึกแดงเดือดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ปีศาจเเดง มีหนาวขนาดเป๊ปยังบอกไม่ง่ายที่จะหยุดหงส์เเดง

ปีศาจเเดง

ถ้าเทียบฟอร์มปัจจุบันระหว่างแมนยูฯกับลิเวอร์พูล ก็ต้องบอกว่าฝากปีศาจแดงคงมีส่วนเกรงฝีเท้าของหงส์แดงอยู่พอสมควร หลังจากผลงานล่าสุดคู่ปรับตลอดกาลชนะรวดในพรีเมียร์ลีกมาแล้ว8เกมจนถึงขนาดเป๊ป กวาร์ดิโอล่ากุนซือแมนซิตี้แชมป์เก่าเองก็ยังออกปากว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหยุดความร้อนแรงของลิเวอร์พูล นั่นทำให้โปรแกรมนัดต่อไปที่แมนยูฯจะได้เปิดโอลด์แทร็ฟฟอร์ดต้อนรับอาคันตุกะรายนี้พวกเค้ากำลังลุ้นอย่างหนักว่าโมฮัมเหม็ด ซาล่าตัวตัวรุกของลิเวอร์พูลจะมีชื่อลงสนามหรือไม่หลังจากที่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บจนโดนเปลี่ยนตัวในช่วงท้ายเกมกับเลสเตอร์

ปีศาจเเดง สะดุ้งซาล่าฟิตทันแดงเดือดแม้เจ็บเกมล่าสุดกับจิ้งจอก

อย่างไรก็ตามรายงานระบุว่าซาล่ามีอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าเพียงเล็กน้อยแต่น่าจะฟิตกลับมาทันศึกแดงเดือดในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน แม้ในแม็ตซ์ล่าสุดปีกชาวอียิปต์จะโดนฮัมซ่า ชูดูรี่ทำฟาวส์จนต้องเดินกระเพกออกจากสนามในช่วงท้ายเกม จนกลายเป็นโอกาสให้เจมส์ มิลเนอร์มีชื่อทำประตูชัยจากลูกจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บแทนที่(ถ้าซาล่ายังอยู่น่าจะได้รับโอกาสยิงจุดโทษเอง)

คล็อปป์ อัดชูดูรี่น่าจะพัฒนาทักษะให้มากกว่าการไล่เตะนักบอล

     แม้ลูกรักอย่าง โม ซาล่า จะไม่ได้เจ็บหนักอะไร ทว่าเจอร์เกน คล็อปป์ก็ยังได้ออกมากล่าวตำหนิฮัมซ่า ชูดูรี่มิดฟิลด์ตัวตัดเกมของเลสเตอร์ว่ามีเจตนาทำร้ายเพื่อนร่วมอาชีพ “ มันเป็นจังหวะตัดเกมที่อันตรายมาก ผมไม่ได้โลกสวย ฟุตบอลเป็นเกมของการเข้าปะทะ แต่มันเส้นบางๆคั่นกลางระหว่างการตัดเกม กับการหักข้อเท้านักฟุตบอลด้วยกัน ผมว่าเคสนี้มันเป็นการฟาวส์ที่รุนแรงเกินจำเป็น ซาล่ามีโอกาสเจ็บหนักได้เลย ”

“ เค้า(ชูดูรี่)อายุยังน้อยมีโอกาสพัฒนาอีกมาก แต่มันควรเป็นการพัฒนาด้านอื่นๆซึ่งทัศนคติที่เค้าแสดงออกในจังหวะที่เราพูดถึงนั้นมันแตกต่างเหลือเกิน ดูเหมือนเค้าจะมุ่งมั่นแต่การทำลายเกมฟุตบอลเพียงเท่านั้น มันไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ” อดีตนายใหญ่ดอร์ทมุนด์กล่าวอย่างมีอารมณ์

อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกมฮัมซ่า ชูดูรี่ได้ถูกแฟนบอลโห่ไล่อย่างหนักและมีบางส่วนได้ตะโกนเหยียดผิวอีกด้วย ซึ่งทางเลสเตอร์ซิตี้ต้นสังกัดก็ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการแล้ว โดยการแสดงความรุนแรงในลักษณะนี้กำลังเป็นที่แพร่ระบาดในหมู่แฟนบอลหัวรุนแรงเนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งมาร์คัช แรชฟอร์ด(แมนยูฯ),โทนี่ อับบราฮัม(เชลซี) และเคิร์ต ซูม่า(เชลซี)ต่างก็ได้รายงานกับเอฟเอในลักษณะเดียวกันมาแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาวิธีจัดการได้อย่างเด็ดขาด

คูลิบาลี่ เเนวรับอัตซูร่ายันไม่ย้ายตราบที่ยังไม่ได้ชูถ้วยกับเนเปิลส์

คูลิบาลี่

แม้ว่าปัจจุบันนาโปลีจะมีแต้มตามหลังจ่าฝูงยูเวนตุสอยู่ถึง6คะแนน ทว่าคาลิดู คูลิบาลี่แนวรับคนสำคัญของอัตซูร่าก็ยังเชื่อทีมของเค้าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะเบียดลุ้นแชมป์กัลโช่ได้ พร้อมกันนั้นปราการหลังผู้ที่เป็นชื่อเกี่ยวพันกับแมนยูฯมาตลอด2-3ปีหลังยังได้ถือโอกาสบอกปัดไปในตัวว่ายังไม่คิดย้ายทีมแน่นอนตราบเท่าที่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์กับนาโปลีได้สำเร็จ

“ เราพลาดท่าให้กับยูเว่ไปก่อนในซีซั่นนี้ มันทำให้ช่องว่างระหว่างคะแนนของเราเยอะไปหน่อย แต่มันก็เป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับเรา กัลโช่ เซเรียอาเปี่ยมไปด้วยทีมคุณภาพหากคุณอยากเป็นแชมป์คุณต้องเจ๋งจริง นาโปลีเป็นทีมที่ผู้เล่นชั้นดี เรามีความแข็งแกร่ง และมีศักยภาพเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ นั่นทำให้เราไม่เคยยอมแพ้ เป้าหมายของเรามีเพียงหนึ่งเดียวคือการได้ฉลองแชมป์กับแฟนๆในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ไอข่าวที่ว่าผมจะย้ายไปอังกฤษนั่นผมชินชากับมันเสียแล้ว ผมให้ความเคารพต่อทุกทีม(เหมารวมว่าแมนยูฯด้วย) แต่เวลานี้ภารกิจผมยังไม่ลุล่วง จนกว่าเราจะได้แชมป์กัลโช่ เซเรียอาผมยังไม่คิดเรื่องย้ายไปไหนทั้งนั้น ” กองหลังชาวเซเนกัลกล่าวเสียงแข็ง

คูลิบาลี่ ขอแค่ได้ชูถ้วยเร้าเพื่อนใส่เต็มร้อยในศึกยูซีแอล

คาลิดู คูลิบาลี่ย้ายเข้ามาเป็นสมาชิกของนาโปลีตั้งแต่ปี2014 แม้ว่าจะเคยได้แชมป์ซุปเปอร์โคปาอีตาเรียมาแล้วหนึ่งสมัย(2014)แต่ทว่าเจ้าตัวกลับไม่เคยสัมผัสถ้วยรางวัลอื่นๆในระดับเมเจอร์กับต้นสังกัดอีกเลย ทำให้เจ้าตัวออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมทีมว่าควรต้องรวมใจกันคว้าแชมป์รายการใดก็ได้เพื่อเพิ่มความมั่นใจ ซึ่งจะเป็นก้าวแรกอันนำไปสู่เป้าหมายใหญ่กว่าอย่างสคูเด็ตโต้

“ เรายังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ในทุกรายการ นั่นทำให้นาโปลีต้องมีสมาธิมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแชมเปี้ยนส์ลีก เราชิงความได้เปรียบจากลิเวอร์พูลมาแล้ว เราต้องเร่งทำคะแนนเพื่อการันตีการเข้ารอบ เราต้องต่อสู้ในทุกๆเกมให้เหมือนนัดชิงชนะเลิศ นั่นคือแนวคิดที่จะพาเราไปสู่การคว้าถ้วยรางวัลซักใบ แฟนบอลของเราต่างรอคอยความสำเร็จมาช้านาน เราติดค้างพวกเค้า ฉะนั้นนาโปลีควรได้แชมป์ซักรายการในซีซั่นนี้ พวกเราทุกๆคนต่างมุ่งหมายเช่นนั้น ” คาลิดู คูลิบาลี่ผู้ลงเล่นกับเดอะ เนเปิลส์ไปแล้วกว่า219กล่าวอย่างมุ่งมั่น

ชไวน์สไตเกอร์ ปิดฉากค้าแข้งกับชิคาโก้ไฟร์ในเมเจอร์ลีกด้วยวัย35กะรัต

ชไวน์สไตเกอร์

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์อดีตจอมทัพทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี2014ได้ประกาศแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากใช้ช่วงบั้นปลายการค้าแข้งกับทีมชิคาโก้ ไฟร์ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์หรือลีกฟุตบอลของประเทศสหรัฐ อเมริกา โดยหลังจากลงเล่นให้ชิคาโก้ ไฟร์ไป92นัดและทำได้8ประตู แต่ก็ไม่สามารถพาทีมต้นสังกัดทะลุเข้าไปเล่นเพลย์ออฟ(ซีซั่น2019)ได้ก็ทำให้ดาวเตะวัย35ปีตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลในที่สุด

แม้บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์จะมีชื่อลงเล่นในเกมที่ชิคาโก้ ไฟร์บุกไปเอาชนะออร์ลันโด้ ซิตี้ไป5-2ในเกมล่าสุด(7ตุลาคมที่ผ่านมา)แต่ทว่าก็ยังไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดเข้าไปเล่นเพลย์ออฟเพื่อลุ้นแชมป์ได้(ชิคาโก้ ไฟร์ได้อันดับ8ในขณะที่ทีมจะได้ไปเล่นเพลย์ออฟต้องติดอันดับ1-7)ซึ่งให้หลังจากเกมการแข่งขันเจ้าตัวก็ได้ทวิตต์อำลาแฟนๆอย่างเป็นทางการ “ นี่คงถึงเวลาแล้วที่ผมต้องกล่าวคำอำลา ผมคงเดินมาถึงจุดนี้ไม่ได้ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากบาเยิร์น มิวนิค,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,ชิคาโก้ ไพร์ และทีมชาติเยอรมัน ผมมีช่วงเวลาที่งดงามมากมาย ต้องขอขอบคุณทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พวกคุณมีส่วนช่วยเติมเต็มวันเวลาดีๆเหล่านี้ให้กับผม ”

ชไวน์สไตเกอร์ ใช้โอกาสรีไทน์จั่วหัวอาจรับงานโค้ชในอนาคต

ทั้งที่บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์สร้างชื่อขึ้นมาด้วยการเล่นเป็นจอมทัพในแดนกลางก่อนจะโดนโยกมายืนเป็นกองหลังในช่วงบั้นปลายค้าแข้ง ทว่าดูเหมือนเจ้าตัวก็ยังสนใจรับบทบาทใหม่อีกครั้งภายในหลังจากแขวนเกือกไปแล้ว “ การแข่งขันฟุตบอลยังคงอยู่ในลมหายใจของผม วันนี้ผมถือโอกาสอำลาบทบาทการเล่นฟุตบอลอาชีพ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณภรรยาและครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้ผมมาโดยตลอด ผมคงหยุดจากเกมในสนามเพื่อให้เวลากับพวกเค้าซักพัก ก่อนที่จะมองหาความท้าทายในบทบาทอื่นๆ(งานโค้ชและผู้จัดการทีม)ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล ”

บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์เป็นผลผลิตโดยตรงจากอะคาเดมี่ของบาเยิร์น มิวนิค และประสบความสำเร็จกับเสือใต้มาอย่างโชกโชนไล่เรียงตั้งแต่แชมป์บุนเดสลีก้า8สมัย,แชมป์เดเอฟเบ โพคาล7สมัย,แชมป์เยอรมันซุปเปอร์คัพ1สมัย และแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีก1สมัย และไฮไลต์สำคัญคือการเป็นแข้งหลักของทีมชาติเยอรมันชุดแชมป์เวิลด์คัพ2014 ซึ่งสามารถไล่ยำบราซิลเจ้าภาพได้ถึง7-1 ก่อนที่จะย้ายมาผจญภัยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงปี2015 และย้ายต่อไปหากินที่เมืองลุงแซมกับชิคาโก้ ไฟร์ในปี2017 และประกาศแขวนสตั๊ดในที่สุด

 

 

อาร์เซนอล หวังกินเด็กเพิ่มเล็งโอเดการ์ดมิดฟิลด์ฟอร์มหรูชาวนอร์เวย์

อาร์เซนอล

ด้วยฝีเท้าของมาร์ติน โอเดการ์ดกองกลางดาวรุ่งของรีล โซเซียดัดที่กำลังทำไปแล้วสองประตูกับอีกสองแอสซิสต์ในลีกกระทิง ส่งผลให้ชื่อเสียงของจอมทัพชาวนอร์เวย์กลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้ง ทำให้กุนซือที่ชื่นชอบการทำงานกับนักเตะอายุน้อยๆอย่างอูไน เอเมรี่ รู้สึกหลงไหลรัศมีของโอเดการ์ดเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่ข่าวลือที่ว่าอาร์เซนอลอาจยอมทุ่มเงินก้อนโตเพื่อที่จะดึงตัวดาวเตะวัย20ปีมาร่วมทีม

มาร์ติน โอเดการ์ดสร้างชื่อให้กับตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อยจนได้ย้ายมาเป็นสมาชิกของรีล มาดริดตั้งแต่อายุได้เพียง15ปี ทว่าจวนแล้วจวนรอดเจ้าหนูรายนี้ก็ไม่อาจก้าวขึ้นทรอดแทรกทีมชุดใญ่ของราชันย์ได้ และต้องอพยพไปพิสูจน์ฝีเท้ากับรีล โซเซียดัดในปีนี้ ซึ่งทำให้อูไน เอเมรี่ขึ้นชื่อว่าเป็นเทรนเนอร์ที่ชอบร่วมงานกับนักเตะดาวรุ่งอยู่เป็นทุนกำลังหาทางที่จะดึงตัวโอเดการ์ดมาช่วยงาน ซึ่งข่าวนี้ก็ยังทำให้อนาคตของเมซุต โอซิล พลเมกเกอร์เบอร์แรงของอาร์เซนอลมาถึงทางตัน และอาจต้องย้ายออกไปหาโอกาสลงเล่นกับสโมสรอื่นแทน หลังจากซีซั่นนี้อูไน เอเมรี่แทบจะไม่ได้ใช้งานโอซิลเลย แม้นักเตะจะสมบูรณ์ดี และไม่มีอาการบาดเจ็บรบกวนเลยก็ตาม

บาซ่ารับไม้ผลัดยืมโอเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเหนื่อย อาร์เซนอล

ทันทีที่มีข่าวลือว่าอาร์เซนอลกำลังอยากได้ตัวมาร์ติน โอเดการ์ดซึ่งดูเหมือนจะทับไลน์กับเมซุต โอซิลโดยตรง ก็ทำให้บาเซโลน่าคิดโปรเจกต์ที่จะยืมตัวจอมทัพชาวเยอรมันไปช่วยงานแทน เพราะประเมินดูแล้วอูไน เอเมรี่ก็คงยินดีหากสามารถปล่อยตัวโอซิลออกจากทีมได้จริง เนื่องจองปัจจุบันเจ้าตัวรั้งเป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าเหนื่อยมากที่สุดในทีมด้วยค่าจ้างระดับ350,000ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งทีมเจ้าบุญทุ่มแห่งสเปนยินยอมที่จะช่วยแบ่งจ่ายค่าเหนื่อยของโอซิลบางส่วน(อาร์เซนอลยังต้องจ่ายอยู่แต่อาจจะได้จ่ายน้อยลง)

อย่างไรก็ตามโอกาสที่โอซิลจะได้ย้ายไปเป็นสมาชิกของบาซ่าก็คงไม่ง่ายนัก เพราะสมัยค้าแข้งอยู่กับรีล มาดริดเจ้าตัวมักจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการกระทบกระทั่งกับผู้เล่นอัลซูนกราน่ามาโดยตลอด จนทำให้มีกระแสร่ำลือหนักมากว่าลีโอแนล เมสซี่เป็นคนแรกที่ไม่ขอร่วมงานกับกองกลางชาวเยอรมันอย่างเด็ดขาด และท่าทีของบอร์ดบริหารบาซ่าก็ดูเหมือนจะไม่คิดอยากผิดใจกับเมสซี่เสียด้วย

แชมเบอร์ ยันฉันอยู่ตรงนี้!ขอเสนอตัวแก้ขัดแบ๊คขวาอาร์เซนอล

แชมเบอร์

พื้นที่เกมรับฝั่งขวาของอาร์เซนอลนั้นแต่เดิมจัดเป็นพื้นที่พิเศษชนิดที่รับประกันว่าถ้าใครได้จองพื้นที่บริเวณนี้แล้วละก็รับรองติดทีมชาติทุกราย ไล่เรียงมาตั้งแต่ บัคคารี่ ซานญ่า,คาร์ล เจนกินสัน,คาลั่ม แชมเบอร์ และเอคตอร์ เบเยริน กระทั่งซีซั่นที่มันตกอยู่ภายใต้การดูแลของเอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ ให้หลังจากการลงเล่นแบ๊คขวาให้อาร์เซนอลไปถึง30เกมในซีซั่นที่แล้ว ส่งผลให้เมตแลนด์-ไนล์กลายเป็นนักเตะเพียงรายเดียวในรอบหลายปีที่ไม่ได้รับการพิจารณาติดธงทีมชาติหลังจากได้รับการลงเล่นถี่ยิบขนาดนี้ มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าเจ้าตัวไม่มีคุณสมบัติที่จะคุมพื้นที่ส่วนนี้ของทีมปืนใหญ่ได้เลย

นอกจากความเร็วอันจัดจ้านแล้วเมตแลนด์-ไนล์แทบไม่มีจุดเด่นอื่นให้เห็น ซ้ำยังคุมพื้นที่หละลวมและเข้าสกัดช้า จนนำพาให้โดนใบเหลืองแดงไล่ออกในแม็ตซ์ล่าสุดที่อาร์เซนอลดวลกับแอสตัน วิลล่าอีกต่างหาก แต่วิกฤตการต้องแข่งต่อโดยเหลือตัวผู้เล่นน้อยกว่านี้เองที่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะขีดเขียนเส้นทางไว้ให้กับคาลั่ม แชมเบอร์อดีตดาวรุ่งที่ดูแทบจะหมดอนาคตไปแล้วเมื่อเจ้าตัวถูกเปลี่ยนตัวลงมาแถมยังทำประตูตีเสมอให้ทีมได้อีกต่างหาก “ การลงเล่นในช่วงนี้เป็นอะไรที่วิเศษผมพอใจกับผลงานตัวเอง แม้ผมจะคิดว่าผมน่าจะเล่นได้ดีกว่านี้ ซึ่งความมั่นใจมันจะพอกพูนขึ้นหากคุณได้ลงเล่นต่อเนื่อง แล้วผมคาดหวังเช่นนั้นกับอาร์เซนอล ” แนวรับวัย24ปีกล่าวอย่างมุ่งมั่น

แชมเบอร์ อัดอั้นหลังซ้อมหนักมาตั้งแต่ปรีซีซั่นก่อนได้รับโอกาส

คาลั่ม แชมเบอร์จัดเป็นผู้เล่นสารพัดประโยชน์เนื่องจากเล่นได้ทั้งตำแหน่งกองหลังตัวกลาง,แบ็คขวา และมิดฟิลด์ตัวรับ และดูเหมือนว่าช่วงที่เมตแลนด์-ไนล์ติดโทษแบนอยู่ก็จะเป็นโอกาสให้เจ้าตัวได้ลงเล่นแทนในตำแหน่งฟูลแบ็คฝั่งขวา “ ผมเตรียมตัวอย่างดีตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น เรามีผู้เล่นชั้นดีมากมาย ฉะนั้นผมต้องแสดงให้โค้ชเห็นว่าผมพร้อม และกระทั่งวันนี้ที่ผมได้รับโอกาส ผมต้องคว้ามันไว้ให้ได้ ผมจะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าผมทำอะไรได้บ้างเป้าหมายคือการเป็นตัวจริงกับอาร์เซนอล ”

“ การได้มีส่วนร่วมกับการทำประตู(ทำได้สองแอตซิสต์ในคาราบาวคัพ) และประตูที่ทำได้ในเกมกับวิลล่าช่วยได้มาก ตอนนี้ผมเริ่มเข้าที่เข้าทาง ซึ่งหากได้ลงเล่นบ่อยขึ้นอะไรๆคงดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งมันคงเหมือนเดิมคือผมต้องเต็มร้อยในการซ้อมเหมือนที่แล้วๆมา ” แชมเบอร์ทิ้งท้าย